วันศุกร์ที่ 23 พฤศจิกายน พ.ศ. 2555

ทะเลบัวแดง หนองหานกุมภวาปี

ทะเลบัวแดง  หนองหานกุมภวาปี


                          จังหวัดอุดรธานีมีแหล่งน้ำธรรมชาติที่ใหญ่ที่สุด คือ หนองหาน มีพื้นที่ประมาณ ๒๒,๕๐๐ ไร่ หรือ ๓๖ ตารางกิโลเมตร มีความยาวของคันดินรอบหนองหาน ยาวถึง ๘๐ กิโลเมตร อยู่ในเขตอำเภอกุมภวาปีเป็นส่วนใหญ่ และบางส่วนอยู่ในเขตอำเภอประจักษ์ศิลปาคม และอำเภอกู่แก้ว เป็นแหล่งน้ำเพื่อการเกษตร และการอุปโภค บริโภคของชาวบ้านที่อาศัยอยู่โดยรอบหนองหาน จนได้รับการประกาศให้เป็นพื้นที่ชุ่มน้ำที่สำคัญแห่งหนึ่งของประเทศไทย



 
                          ตำนานโบราณเกี่ยวกับหนองหานที่เล่าขานกันมาตั้งแต่โบราณ กล่าวไว้ว่า  นางไอ่เป็นธิดาของพระราชาเมืองขอม ซึ่งมีสิริโฉมงดงาม เป็นที่หมายปองของเจ้าชายเมืองต่าง ๆ  มีอยู่ปีหนึ่ง เมืองขอมประสบปัญหาฝนแล้ง เจ้าเมืองขอมจัดการแข่งขันบั้งไฟ และมีการจุดบั้งไฟเพื่อเสี่ยงทายขอฝน และหากบั้งไฟของใครขึ้นสูงที่สุด จะยอมยกธิดา คือนางไอ่คำ ให้เป็นภรรยา  มีเจ้าชายจากนครต่าง ๆ เข้าแข่งขัน รวมทั้งท้าวผาแดงแห่งเมืองผาโพง ฝ่ายท้าวภังคี  โอรสของพญานาค ในนครบาลดาล ทราบข่าว ก็ยกพลพญานาคปลอมตัวเป็นคนเข้ามาเข้าแข่งขันด้วย บั้งไฟของพญานาคภังคีไม่ชนะ   แต่เมื่อภังคีได้ยลโฉมนางไอ่คำก็ไม่สามารถจะถอนใจรักได้ จึงปลอมตัวเป็นกระรอกเผือกมาในสวนดอกไม้ของนางไอ่คำ  ด้วยเคราะห์แต่ชาติปางก่อน นางไอ่คำเกิดคิดวิปริต ต้องการบริโภคเนื้อกระรอกเผือก จึงสั่งให้นายพรานตามล่ามาปรุงอาหาร  และนายพรานก็ยิงกระรอกเผือกได้  ก่อนตายได้อธิษฐานว่า  ใครก็ตามที่ได้บริโภคเนื้อของตนจงจมน้ำตายในบาดาล  นางไอ่คำได้นำเนื้อกระรอกมาปรุงอาหาร และแจกจ่ายเนื้อกระรอกไปทั้งเมือง ในคืนนั้นเองเกิดพายุฝนแผ่นดินไหว น้ำท่วมพัดพาผู้คนลงสู่หนองหานและท้องบาดาล  ท้าวนาคราชบิดาของภังคี โกรธที่โอรสถูกฆ่า จึงพานาคจากเมืองบาดาลมาอาละวาดถล่มเมืองขอมจนสิ้น ส่วนท้าวผาแดง เมื่อเห็นเมืองขอมถล่มได้พานางไอ่คำขึ้นม้าควบหนีไปทางทิศเหนือ   หนีน้ำและบรรดาพญานาคที่ตามพ่นไฟไล่หลังมา   วิญญาณแค้นของภังคีได้วนเวียนมาทวงความแค้นกับผาแดงนางไอ่ตลอดมาทุกชาติ บริเวณที่พวกนาคถล่มจมพื้นบาดาล ได้กลายเป็นหนองหาน ณ ปัจจุบัน อยู่ในจังหวัดอุดรธานี   เป็นต้นลำน้ำปาว มีเกาะต่าง ๆ ที่เหลือจากการล่ม คือ เกาะเกษ ดอนสวน ดอนเตา ดอนดินจี่ ดอนแอ่น และดอนหลวง         มีสถานที่เป็นทางผ่านของผาแดง นางไอ่ เช่น ห้วยพ่นไฟ ห้วยสามพาด ห้วยน้ำฆ้องห้วยกองสี เป็นต้น

 
                           หนองหาน  นอกจากจะเป็นแหล่งน้ำธรรมชาติที่อุดมสมบูรณ์ไปด้วยพันธุ์ปลา  พันธุ์นก และพืชน้ำ จำนวนมาก  ซึ่งชาวบ้านที่อาศัยอยู่โดยรอบหนองหานได้พึ่งพาเป็นแหล่งอาหารแล้วนั้น  ยังมีระบบนิเวศน์ที่เป็นเอกลักษณ์  ซึ่งเป็นที่สนใจของนักวิชาการจากมหาวิทยาลัยทั้งในประเทศและต่างประเทศได้มาศึกษาวิจัยอย่างต่อเนื่อง  นอกจากนี้แล้ว  ธรรมชาติของหนองหาน  ยังได้บรรจงสร้างทะเลบัวแดงเพิ่มความงดงามให้แก่หนองหานมากยิ่งขึ้น  กล่าวคือ  ในช่วงเดือนตุลาคมถึงเดือนมีนาคมของทุกปี  ดอกบัวแดงในหนองหานซึ่งมีจำนวนมากจะงอกงามโผล่จากน้ำขึ้นมา  โดยเริ่มจากเดือนตุลาคมบัวเริ่มแตกใบและเริ่มออกดอกตูมและบานเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ   บัวจะออกดอกมีปริมาณมากที่สุดในช่วงเดือนธันวาคม กุมภาพันธ์ และค่อย ๆ ลดปริมาณลงในเดือนมีนาคม  ดอกบัวจะบานในช่วงเช้าตรู่จนถึงเวลาประมาณ ๑๑.๐๐ น.  นักท่องเที่ยวจะมองเห็นดอกบัวแดงบานเต็มท้องน้ำหนองหานสุดลูกหูลูกตางดงามอย่างหาที่เปรียบไม่ได้  จึงเป็นที่มาของคำว่าทะเลบัวแดง
 
                 บริการล่องเรือชมทะเลบัวแดง  ตั้งแต่วันที่ ๑ ธันวาคม ๒๕๕๔- ๒๙ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๕ เวลา ๐๖.๐๐- ๑๑.๐๐ น. ทุกวัน ณ ท่าเรือบ้านเดียม ตำบลเชียงแหว อำเภอกุมภวาปี  จังหวัดอุดรธานี
          -   เรือบริการขนาดเล็ก นั่งได้ ๒-๓ คน คิดค่าบริการคนละ ๑๐๐ บาท ต่อเที่ยว
          -   เรือบริการขนาดใหญ่ นั่งได้ ๑๐-๑๒ คน คิดค่าบริการคนละ ๑๐๐ บาท ต่อเที่ยว  หากเป็นหมู่คณะลดราคาพิเศษแต่ไม่ต่ำกว่าลำละ ๕๐๐ บาท ต่อเที่ยว ใช้เวลาล่องเรือไม่เกิน ๑ ชั่วโมง ๓๐ นาที
          -   ห้วงเวลาที่ดอกบัวแดงบาน คือ เวลา ๐๖.๐๐-๑๑.๐๐ น.
นักท่องเที่ยวสามารถชมธรรมชาติ หนองหานและนกนานาพันธุ์ได้ตลอดวัน มีบริการที่พักโฮมสเตย์ รุ่งเช้าล่องเรือชมดวงอาทิตย์ขึ้นที่หนองหาน สัมผัสทะเลบัวแดงหมื่นไร่พร้อมรับประทานอาหารเช้าบนเรือกับบรรยากาศเย็นสบายๆ หนาวนี้

ขอทราบรายละเอียดและข้อมูลเพิ่มเติมได้  ดังนี้
                    -  ที่ทำการปกครองอำเภอกุมภวาปี                 โทรศัพท์    ๐-๔๒๓๓-๔๔๔๖
                    -  สำนักงานเทศบาลตำบลเชียงแหว               โทรศัพท์    ๐-๔๒๒๓-๖๐๒๒ หรือ www.chaingwae.com
               -  นายรักเกียรติ   ศรีลาวงศ์     ผู้อำนวยการโรงเรียนบ้านเดียม  โทรศัพท์  ๐๘-๔๗๙๘-๙๐๑๖
                    -  นางขันแก้ว      แสนนางชน   ประธานกลุ่มโฮมสเตย์บ้านเดียม  โทรศัพท์  ๐๘-๖๒๒๒-๒๔๘๖ 
                    -  นางพวงทอง    อุดชาชน        ประธานกลุ่มโฮมสเตย์บ้านเชียงแหวโทรศัพท์  ๐๘-๕๔๕๘-๑๐๗๕ ,     ๐-๔๒๑๔-๓๐๗๐
               -  นายไพสิทธิ์  สุขรมย์    ประธานสภาผู้ประสานงานกลุ่มเรือบริการท่องเที่ยว โทรศัพท์ ๐๘๙-๓๙๐๐๘๗๑
               - สำนักงานการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย สำนักงานอุดรธานี โทรศัพท์ ๐-๔๒๓๒-๕๔๐๖-๗, ๐-๔๒๓๒-๖๔๓๖

 


วันยางพาราบึงกาฬ ประจำปี 2555


วันยางพาราบึงกาฬ ประจำปี 2555

                          วันที่ 13 - 16 ธันวาคม 2555 ณ ศาลาว่าการจังหวัดบึงกาฬ


จังหวัดบึงกาฬ  จังหวัดที่ 77 ของประเทศไทย ได้กำหนดจัดงานวันยางพาราบึงกาฬขึ้นเป็นครั้งที่สอง   ศาลาว่าการจังหวัดบึงกาฬ   นายธงชัย ลืออดุลย์ ผู้ว่าราชการจังหวัดบึงกาฬ ได้กล่าววัตถุประสงค์ของการจัดงานในครั้งนี้ว่า  เพื่อเป็นการผลักดันให้จังหวัดบึงกาฬเป็นศูนย์กลางยางพาราในภูมิภาคอีสาน เนื่องจากมีความพร้อมในด้านศักยภาพ ที่มีทั้งปริมาณ และคุณภาพน้ำยางที่ดีที่สุดในภูมิภาคอีสาน นอกจากนี้ยังเป็นการสร้างความเข้มแข็งให้กับเกษตรกร ในการรองรับการเปิดเสรีอาเซียนในปี 2558 ซึ่งเชื่อว่า ตลาดยางพาราของไทยสามารถที่จะแข่งขันกับประเทศเพื่อนบ้านในโอกาสต่อไปได้ จึงได้จัดงานวันยางพาราบึงกาฬ ประจำปี 2555 ขึ้น ในวันที่ 13 - 16 ธันวาคม 2555 ณ บริเวณหน้าศาลาว่าการจังหวัดบึงกาฬ





          สำหรับกิจกรรม ในงานจะมีการประกวดขบวนรถบุปผาชาติ จากทั้ง 8 อำเภอของจังหวัด อาทิ ขบวนแฟนตาซียางพารา ขบวนวิถีชีวิตคนอีสาน ในจังหวัดบึงกาฬ เป็นต้น การประกวดเทพีสวนยาง การมอบรางวัล Rubber Award ให้กับเกษตรกรดีเด่น การให้ความรู้แก่ผู้เข้าชมงาน โดยสำนักวิจัยยางพาราและสำนักงานเกษตรจังหวัด จะได้จัดนิทรรศการให้ความรู้เกี่ยวกับยางพาราพืชเศรษฐกิจของจังหวัด พร้อมทั้งมีนักวิชาการมาให้คำแนะนำเกี่ยวกับการทำสวนยาง พร้อมด้วยการนำอุปกรณ์ด้านเทคโนโลยีมาจัดแสดงและจำหน่ายให้กับเกษตรกรชาวสวนยางพาราอีกด้วย สำหรับกิจกรรมอื่นที่น่าสนใจได้แก่ การแข่งขันการกรีดยาง การแพ็คแผ่นยาง การประกวดสวนยาง การประกวดหนูน้อยสวนยาง การแสดงมายากล การแสดงดนตรีลูกทุ่งคณะ มนต์แคน แก่นคูณ ที่จะมาสร้างความสนุกสนาน บนเวทียามค่ำคืน


นางอัจฉพรรณ   บุญเจริญ ผู้อำนวยการ ททท.สำนักงานอุดรธานี ได้กล่าวเพิ่มเติมว่า จังหวัดบึงกาฬยังมีสถานที่น่าท่องเที่ยวและน่าพักผ่อนอีกหลายแห่งเพื่อรองรับนักท่องเที่ยวที่เดินทางเข้ามาเที่ยวชมงาน อาทิเช่น วัดอาฮงศิลาวาส ซึ่งเป็นวัดเก่าแก่แต่ไม่ปรากฎหลักฐานแน่ชัดว่าเริ่มก่อตั้งขึ้นเมื่อใด สิ่งที่น่าสนใจภายในวัดก็คือ สะดือแม่น้ำโขงหรือส่วนที่ลึกที่สุดของแม่น้ำโขง ภูทอก ของท่านอาจารย์จวน   กุลเชฏโฐ ที่นี่ท่านจะได้สัมผัสกับสถาปัตยกรรมสะพานไม้สร้างวนเวียนขึ้นไปสู่ยอดเขารวม 7 ชั้น วัดสว่างอารมณ์ ที่ภายในวัดมีโบสถ์อยู่บนก้อนหินใหญ่ หลืบถ้ำด้านล่างเป็นที่ประดิษฐานพระพุทธรูปไสยาสน์ปางปรินิพพาน และบริเวณด้านบนก้อนหินเป็นจุดชมวิวทิวทัศน์ที่สวยงามของแม่น้ำโขง เขตรักษาพันธ์สัตว์ป่าภูวัว ป่าอนุรักษ์ที่สวยสมบูรณ์ที่สุดอีกแห่งหนึ่งของภาคอีสาน บึงโขงหลง ทะเลสาบขนาดใหญ่ที่เป็นพื้นที่อนุรักษ์พันธุ์นก โดยเฉพาะนกน้ำจะอพยพเข้ามาในช่วงฤดูหนาวของทุกปี นักท่องเที่ยวที่สนใจในการเดินทางเข้าเที่ยวงานสามารถสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ สำนักงานจังหวัดบึงกาฬ โทร. : 042 492 719 และที่ การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) สำนักงานอุดรธานี โทร. : 042 325 406-7



 

วันเสาร์ที่ 12 พฤษภาคม พ.ศ. 2555

พระธาตุบังพวน

         
          ช่วงนี้พอมีเวลา และได้ไปศึกษาหาความรู้ในพื้นที่บ้าง ก็เลยเก็บสิ่งละอันพันละน้อยมาฝากเพื่อนๆ ให้ได้อ่ากัน สิ่งแรกที่ขอนำเสนอให้ท่านได้ทราบคือ "พระธาตุบังพวน" พระธาตุบังพวน ตั้งอยู่ตำบลดอนหมู อำเภอเมือง จ.หนองคาย ระยะห่างจากตัวเมือง 22 กิโลเมตร ตามทางหลวงหมายเลข 211 แยกเข้าตรงกิโลเมตรที่ 10 ไปอีก 12 กิโลเมตร ส่วนการเดินทางจากตัวเมืองหนองคายใช้เส้นทาง 212 หวังว่าคงไม่หลงกันนะครับ
          สำหรับประวัติของพระธาตุบังพวนมีชื่ออยู่ในศิลาจารึกว่า “พระธาตุบางพวนพระเจดีย์ศรีสัตตมหาทาน” ภายในวัดมีกลุ่มโบราณสถานแบ่งออกเป็นธาตุเจดีย์ขนาดต่างๆ 15 องค์ วิหาร 3 หลัง อุโบสถ 1 หลัง สระน้ำ บ่อน้ำโบราณ เนินดินโบราณ และสถานที่ยังไม่ได้ขุดอีกหลายแห่ง
          เจดีย์ประธานในวัดเรียกว่า “ พระธาตุบังพวน ” เป็นที่เคารพนับถือของชาวเมืองหนองคาย และจังหวัดใกล้เคียงมาเป็นเวลาช้านานแล้ว บางตำนานกล่าวว่า “ บังพวน ” แผลงมาจากคำว่า “ บังคน ” ( หรือชาวบ้านเรียกว่า “ ขี้โผ่น ” ) ซึ่งแปลว่า กระเพาะอาหาร ตามความเชื่อที่ว่าพระธาตุนี้บรรจุพระบังคนหนักของพระพุทธองค์ แต่ตำนานอุรังคธาตุ ได้เล่าถึงประวัติการสร้างพระธาตุองค์นี้ไว้ว่า สร้างขึ้นในสมัยของเจ้าจันทน์บุรี ผู้ครองนครเวียงจันทน์ ( ซึ่งยังไม่ทราบว่าคือพระองค์ใด ) เพื่อประดิษฐานพระธาตุหัวเหน่าของพระพุทธเจ้า และต่อมาได้มีการบูรณะขึ้นอีกครั้งในสมัยของพระเจ้าไชยเชษฐาธิราช แห่งราชอาณาจักรล้านช้าง โดยให้ก่อพระเจดีย์ใหญ่ครอบองค์พระธาตุเก็บไว้ กระทั่งเมื่อ พ.ศ. 2513 เกิดภัยธรรมชาติทำให้พระธาตุบังพวนพังทลายลงมา และใน พ.ศ. 2520 กรมศิลปากรได้ปฏิสังขรณ์ขึ้นใหม่ตามรูปแบบเดิม
         
          สระมุจลินท์ หรือ สระพญานาค ในหนังสือใบลานที่เขียนเป็นภาษามคธ เรียกสระน้ำนี้ว่า “สระมังคละน้ำเที่ยงหมัน” เมื่อครั้งสถาปนาพระธาตุบังพวนไว้ที่ภูหลวงแห่งนี้ มีพระภิกษุที่ดูแลองพระธาตุนามว่า พระมหาเทพหลวง และพระมหาเทพพล ได้สังเกตเห็นน้ำพวยพุ่งออกมาเป็นสายตลอดเวลาจากปากปล่องภูพญานาดที่เฝ้ารักษาองค์พระธาตุ จึงได้ชักชวนญาติโยมขุดสระน้ำรองรับน้ำเอาไว้ ต่อมาสมัยพระเจ้าวิชุลราช (พ.ศ. 2043 - 2063) กษัตริย์ลานช้างได้เสด็จมาปรับปรุงตกแต่งสระน้ำแห่งนี้ และถือว่าน้ำในสระแห่งนี้เป็นน้ำศักสิทธิ์ และในสมัยพระไชยเชษฐา (พ.ศ. 2093 - 2115) กษัตริย์ล้านช้าง โปรดกล้าให้สร้างพระพุทธรูปนาคปรก 9 เศียร ไว้บริเวณใกล้เคียง เห็นไหมครับว่าดินแดนแห่งนี้มีอะไรที่น่าสนใจน่าพิศวงเกี่ยวกับเรื่องของพญานาค

วันพุธที่ 2 พฤษภาคม พ.ศ. 2555

เปิดตำนานม้าคำไหล บั้งไฟล้าน บ้านธาตุ อ.เพ็ญ

         
          งานบั้งไฟล้าน ตำนานม้าคำไหล เป็นงานบุญบั้งไฟของชาวบ้านธาตุ อำเภอเพ็ญ จังหวัดอุดรธานี  มาตั้งแต่สมัยโบราณ โดยจะจัดขึ้นในวันเพ็ญเดือน 6 ของทุกปี เพื่อถวายแด่องค์พระศรีมหาธาตุ สิ่งศักดิ์สิทธิ์คู่บ้านคู่เมือง ชาวตำบลบ้านธาตุ อำเภอเพ็ญ จังหวัดอุดรธานี และชาว ต.สองห้อง อ.เมือง จังหวัดหนองคาย
          บุญบั้งไฟที่ อ.บ้านธาตุ จะต่างจากที่อื่นๆ ไปเพราะมีม้าคำไหลเข้ามาเกี่ยวข้องด้วย กล่าวคือ ม้าคำไหลเป็นม้าฑัณทะกะที่พระพุทธเจ้าทรงใช้เมื่อทรงออกผนวช ดังมีตำนานเล่าว่า พ่อตู้สมศรีผู้พบซากปรักพังของบ้านธาตุ และพบพระธาตุเจดีย์ จึงได้นำพรรคพวกญาติพี่น้อง และผู้สมัครรักใคร่มาร่วมทำการบูรณะปฏิบัติพระธาตุเจดีย์ และสร้างบ้านธาตุขึ้นใหม่ขึ้น ชาวบ้านจึงได้แต่งตั้งให้เป็น พระศรีธาตุ ปกครองบ้านเมือง ต่อมาวันหนึ่งได้นิมิตว่า "มีชายแต่งกายสีขาวมาบอกให้ไปซื้อม้าขาวตัวหนึ่งที่อยู่ทางทิศตะวันออกของหมู่บ้านโดยอย่าต่อรองราคา เมื่อซื้อแล้วให้ขี่กลับมาได้เลย เพราะเป็นม้าพระพุทธเจ้า" จึงปฏิบัติตามและก็เป็นจริงตามที่ฝัน เดิมทีพ่อตู้ศรีขี่ม้าไม่เป็น แต่สามารถขี่ได้อย่างคล่องแคล่ว ถือได้ว่าเป็นผู้มีบุญญาธิการ พ่อตู้สมศรีได้ขี่ม้าขาวฑัณทะกะตัวนี้ออกเยี่ยมเยียนราษฎรตลอดมาให้ได้รับความผาสุขได้อย่างรื่นไหลไม่ติดขัด มีค่าเสมือนทองคำ จึงขนานนามม้าฑัณทะกะว่า “ม้าคำไหล”
          พ่อตู่สมศรีและม้าคำไหลได้เสียชีวิตลงในเวลาใกล้เคียงกันในวันขึ้น 15 ค่ำเดือน 6 ประชาชนต่างอาลัยรักอย่างสุดซึ้ง จึงได้ทำบุญอุทิศส่งดวงวิญญาณให้กับพระศรีธาตุ และดวงวิญญาณของม้าฑัณทะกะ หรือม้าคำไหลให้ได้ขึ้นสู่สรวงสวรรค์ในวันอาสาฬหบูชา คือ วันประสูติ ตรัสรู้ และปรินิพพานของพระพุทธองค์ และหากละเว้นการปฏิบัติ ชาวบ้านจะเกิดอาเพศล้มตาย หรือเกิดทุพภิกขภัยอย่างน่าอัศจรรย์ จึงได้มีการทำบั้งไฟจุดส่งดวงวิญญาณในวันทำบุญอุทิศทุกปี แต่ต่อมาวิญญาณม้าคำไหลได้เข้าทรงตาจ้ำว่า ขอให้คนนั้นคนนี้เป็นร่างทรง โดยให้ประดิษฐ์ม้าไม้จำลองเหมือนกับม้าก้านกล้วย แล้วขี่ออกวิ่งเยี่ยมเยียนอวยพรให้แก่ประชาชนผู้มาร่วมงานประเพณีบุญบั้งไฟทุกปี จนเป็นที่เอิกเหริกลื่อเลื่องไปทั่วแผ่นดิน โดยขณะที่ร่างทรงนำม้าออกวิ่ง ถ้าหยุดตรงกับผู้ใดหรือชนถือว่าผู้นั้นมีโชคให้รีบยกมือไหว้ขอพรหรือทำบุญด้วยปัจจัยที่มีอยู่ทันที อย่าละเว้นทั้งนี้เพื่อเป็นศิริมงคลให้แก่ตัวเอง

          ต่อมา เมื่อย่างเข้าสู่สมัยโลกาภิวัตร ได้มีคหบดีชาวบ้านธาตุผู้ใจบุญและบุคคลที่มีความสำเร็จสมหวังจากการบนบานศาลกล่าว พระมหาธาตุเจดีย์และม้าคำไหล ได้รวมพลังกันจัดมหกรรมบุญบั้งไฟล้านขึ้น เพื่อเป็นมหาบูชาที่ยิ่งใหญ่ จนเป็นข่าวขจรขจายไปทั่วโลก โดยคณะลูกสาวของคุณตาบุญหนา เหรวรรณ ที่อยู่ในต่างประเทศ และได้พากันกลับมาบูชาพระมหาธาตุ วัดศรีเจริญโพนบก บ้านธาตุ หมูที่ 10 ทุกปี ได้แก่ คุณพรพิมล คุณสุภนาถ และคุณละอองดาว เหรวรรณ จนกระทั่งกลายเป็นประเพณีบุญบั้งไฟล้านของชาวบ้านตำบลบ้านธาตุ อำเภอเพ็ญ จังหวัดอุดรธานี สืบมาจนถึงปัจจุบัน
          สำหรับกิจกรรมภายในงานฯ ประกอบด้วย การแข่งขันวิ่งมินิมาราธอน การประกวดธิดาบั้งไฟล้าน การประกวดธิดาจำแลง การแสดงพื้นบ้าน การจุดบั้งไฟล้าน บั้งไฟแสน บั้งไฟหมื่น ที่ หนองศรีเจริญ ต.บ้านธาตุ อ.เพ็ญ จ.อุดรธานี ตั้งแต่วันที่ 3 - 9 พฤษภาคม 2555



ตำนานม้าคำไหล (ม่าค้ำไหล)

          ม้าคำไหล เป็นวัฒนธรรมความเชื่อ ที่ชาวบ้านธาตุยึดมั่น สืบทอดกันมาหลายชั่วอายุคน ม้าคำไหลเป็นม้าไม้จำลองที่สมมุติทำขึ้นขนาดเท่าแขนคน มีลักษณะเหมือนม้าก้านกล้วย ส่วนหัวคล้ายม้า ลำตัวกลมยาวประมาณ 60 เซนติเมตร มีพู่หาง ไม่มีขา ใช้ขี่โดยคนทรง เพื่อร่วมกิจกรรมขบวนแห่บั้งไฟล้าน ของชุมชนบ้านธาตุ อำเภอเพ็ญ จังหวัดอุดรธานี ในวันเพ็ญเดือน 6 และแรม 1 ค่ำ เดือน 6 ของทุกปี ม้าคำไหลเป็นกิจกรรมเข้าทรงที่จะขาดหรือละเว้นไม่ได้ ทั้งนี้เพราะการละเล่นของม้าคำไหล จะมีผลต่อการอยู่ดีกินดีและความผาสุกร่มเย็นของชาวบ้าน หากละเว้นจะเกิดมีอาเพศ หรือเกิดอุบัติภัยต่างๆ นาๆ ขึ้น
          ม้าคำไหล เป็นกิจกรรมที่ศักดิ์สิทธิ์ ที่สืบทอดกันมาแต่บรรพกาล เสียดายที่ไม่มีบันทึกหลักฐานที่ชัดเจน แต่จากการสอบค้นตำนานเมืองเพ็ญ และมีการเล่าต่อๆ กันมา พอจะสันนิษฐานได้ว่า มีมาในสมัยพระศรีธาตุ หรือพ่อตู้สมศรีระหว่าง พ.ศ.2390 หรือประมาณ 161 ปีมานี่เอง จำเดิมมีผู้เฒ่าผู้แก่เล่าว่า ม้าคำไหล คือ ม้าฑัณทกะที่นายฉันนะใช้เป็นพาหนะนำพระเจ้าสิทธัตถะทรงออกผนวช และเมื่อทรงผนวชแล้ว จึงให้นายฉันนะนำม้าฑัณทกะกลับวัง แต่ด้วยเหตุผลกลใดไม่ปรากฏ ม้าฑัณทกะได้เสียชีวิตระหว่างทาง แต่ด้วยบุญบารมีของพระเจ้าสิทธัตถะได้บันดาลให้ไปจุติเป็นเทพ ซึ่งในกาลต่อมาวิญญาณม้าฑัณทกะดังกล่าวได้มาเข้าทรงชาวบ้านธาตุเพื่อร่วมบูชาแถนในงานประเพณีบุญบั้งไฟด้วย จึงต้องจัดทำม้าจำลอง และจัดหาคนทรงขี่ม้าจำลองร่วมในขบวนแห่งานบุญบั้งไฟของบ้านธาตุตลอดจนถึงปัจจุบัน
          ขบวนม้าคำไหลประกอบด้วยผู้ร่วมงานเป็นทีม จำนวนทั้งสิ้น 18 คน ได้แก่ คนทรงม้า 1 คน คนถือหางม้า 1 คน คนตีกลอง 2 คน คนตีฉาบ 1 คน หมอลำ 1 คน หมอแคน 1 คน ลูกหาบและหมอฟ้อน 11 คน การแต่งกายทั้งคนทรงและทีมงาน จะสวมใส่เสื้อผ้าสีดำ ติดแปะด้วยริ้วผ้าสีต่างๆ รอบตัว ดูคล้ายๆ กับพลพรรคยาจกในภาพยนตร์จีน แต่มีอิสระในการร่วมขบวน โดยจะออกหน้า รั้งท้าย หรือตรงไหน แล้วแต่อัธยาศัยของคนทรง ลักษณะการวิ่งของม้าคำไหล อาจมีทั้งเดิน วิ่งเหยาะ หรือวิ่ง จะเป็นไปตามพฤติกรรมของคนทรง ซึ่งอาจมีการวิ่งเบียดชน หรือวิ่งกระแซะท่านผู้ชมขบวน ให้ต้องวิ่งหลบกันกระเจิงเป็นที่สนุกสนาน ส่วนผู้ใดที่ถูกชน หรือม้าคำไหลหยุดนิ่งต่อหน้าใคร ผู้นั้นจะต้องให้อาหารม้าด้วยเงิน ขนม ของขบเขี้ยว หรือเครื่องดื่มตามแต่อัธยาศัย
          เช้าของวันขึ้น 15 ค่ำ และเช้าวันแรม 1 ค่ำ เดือน 6 เมื่อทุกอย่างพร้อม ในเวลา 09.00 น. จะมีการทำพิธีอัญเชิญวิญญาณเทพม้าฑัณทกะเข้าทรงคนทรง เพื่อดำเนินกิจกรรมเข้าร่วมประเพณีงานบุญบั้งไฟทั้ง 2 วัน จนกระทั่งเวลา 12.00 น. เป็นเสร็จพิธี อนึ่งคนทรงจะต้องมีสุขภาพแข็งแรง ถูกโฉลกกับวิญญาณที่จะเข้าสิง โดยเมื่อมีโอกาสเป็นคนทรงแล้ว อาจต้องทำหน้าที่ติดต่อกันหลายปี จนกว่าจะแก่เฒ่า หรือสุขภาพไปไม่ไหว หรือขอลาออก คนทรงคนแรก ได้แก่ พ่อตู้ศรีวิชัย (สมัยนั้นยังไม่มีนามสกุล)



วันเสาร์ที่ 14 มกราคม พ.ศ. 2555

”สลักรักที่สลักคอก”

การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) สำนักงานตราด ขอเชิญร่วมงาน
สลักรักที่สลักคอกวันที่ ๑๔ กุมภาพันธ์ พ.. ๒๕๕๕  ณ บ้านสลักคอก อ.เกาะช้าง
กระบวนเรือมาด
จังหวัดตราด อเภอเกาะช้าง สมาคมธุรกิจการท่องเที่ยวจังหวัดตราด องค์การบริหารการพัฒนาพื้นที่พิเศษเพื่อการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน และการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) สำนักงานตราด ร่วมกับชุมชนวัดสลักคอก ได้กำหนดจัดงานวันแห่งความรัก  สลักรักที่สลักคอกในวันที่ ๑๔ กุมภาพันธ์ พ.. ๒๕๕๕ ณ วัด คชคามคขทวีป อ.เกาะช้าง จ.ตราด เพื่อน้อมรำลึกในพระมหากรุณาธิคุณพระบาทสมเด็จพระจุล จอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๕ ที่พระองค์ทรงห่วงใยชาวตราด และทรงรักในเมืองตราด ด้วยการเสด็จประพาสต้นเยือนเมืองตราดถึง ๑๒ ครั้ง และเสด็จขึ้นไปพักผ่อนที่น้ำตกธารมะยมถึง ๙ ครั้ง แสดงให้เห็นว่าสถานที่นี้พระองค์ทรงโปรดปรานมาก นอกจากนี้ยังเป็นการแสดงถึงความรักมั่นของพระองค์ที่ทรงมีต่อเจ้าจอมของพระองค์ จึงได้จัดกิจกรรมนี้ขึ้นมา โดยได้กำหนดรับสมัครคู่รักทั้งไทย และต่างชาติ ๘ คู่ด้วยกัน มาทำพิธีสลักรักกลางอ่าวสลักคอก โดยผู้ว่าราชการจังหวัดตราดจะเข้าร่วมเป็นสักขีพยาน และนายอำเภอเกาะช้างจะออกหนังสือให้กับคู่บ่าวสาว นอกจากนี้ยังมีการจัดพิธีแต่งงาน ขบวนแห่ขันหมาก ด้วยบรรยากาศในสมัยรัชกาลที่ ๕ อีกด้วย สำหรับคู่บ่าวสาวที่ร่วมพิธีจะลงเรือมาด ล่องชมความสวยงามของอ่าวสลักคอกยามเย็น พร้อม Dinner   คลอเสียงบรรเลงขิมในบรรยากาศที่สุดแสน Romantic และเมื่อเรือรัก นำคู่บ่าวสาวมาเทียบท่าที่ท่าน้ำหน้าชมรมนำเที่ยวพื้นบ้านสลักคอก คู่รักทั้งหมดก็จะขึ้นจากท่าน้ำที่โรยดอกไม้สร้างสรรค์ให้เป็น พรมดอกไม้ สำหรับคู่บ่าวสาวที่สนใจเข้าร่วมพิธีสามารถสมัครได้ตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไป มีค่าใช้จ่าย ๒๘,๘๘๘ บาท



    สำหรับผู้ติดตาม นักท่องเที่ยวที่เดินทางเข้ามาท่องเที่ยวงานดังกล่าว ยังสามารถพักผ่อน สนุกสนานไปกับกิจกรรมบนชายหาดที่สวยงามได้ ไม่ว่าจะเป็นที่หาดทรายขาว หาดไก่แบ้ หาดคลองพร้าว หาดทรายยาว หรือจะนั่งเรือเที่ยวชมหมู่เกาะช้าง ดำน้ำดูปะการังใต้ทะเล นอกจากนั้นยังมีสินค้าของที่ระลึกหลากหลายอย่างให้นักท่องเที่ยวเลือกซื้อกลับไปเป็นของที่ระลึกและฝากได้อีก อาทิ กะปิชั้นดีของเกาะช้าง สินค้าเครื่องประดับที่ทำจากกะลา  และอาหารทะเลที่มีคุณภาพอีกมากมายหลายอย่าง ที่มีให้นักท่องเที่ยวได้เลือกซื้อ

สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ : ททท.สำนักงานตราด โทร. ๐๓๙ ๕๙๗ ๒๕๙ ๖๐ และที่ สมาคมธุรกิจการท่องเที่ยวจังหวัดตราด   trat09@gmail.com เบอร์โทร ๐๓๙ ๖๙๖ ๔๗๔, ๐๘๒ ๘๐๔ ๔๐๔๐

วันศุกร์ที่ 13 มกราคม พ.ศ. 2555

ยุทธนาวีเกาะช้าง วีรกรรมทหารเรือไทย

ยุทธนาวีเกาะช้าง วีรกรรมทหารเรือไทย

        สยามประเทศ (ไทย) กับ ฝรั่งเศส ได้เกิดกรณีพิพาทในเดือนกันยายน พ.ศ.๒๔๘๒ ขณะที่ฝรั่งเศสประกาศสงครามกับเยอรมัน ฝรั่งเศสขอให้รัฐบาลไทยทำสัญญาไม่รุกรานทางแหลมอินโดจีน รัฐบาลไทยได้ตอบฝรั่งเศสไปว่า ”ไทยยินดีจะรับตกลงตามคำของฝรั่งเศส แต่ขอให้ฝรั่งเศสทำข้อตกลงบางประการ คือ ให้ฝรั่งเศสปรับปรุงเส้นแบ่งเขตแดน ให้ถูกต้องตามหลักกฎหมายระหว่างประเทศ และหลักความยุติธรรม และให้ ฝรั่งเศสคืนดินแดนฝั่งขวาแม่น้ำโขงที่ฝรั่งเศสยึดไปคืนให้ไทย” เป็นต้น การตกลงปรากฏว่าไม่สามารถตกลงกันได้ ประชาชนชาวสยามได้เดินขบวนแสดงประชามติเรียกร้องดินแดนที่เสียไปคืน จึงเกิดเหตุพิพาทขึ้น เริ่มลุกขึ้นตามชายแดนเป็นแห่ง ๆ และยิ่งทวีความรุนแรงยิ่งขึ้น จนถึงขั้นใช้กำลังทหารเข้าทำการสู้รบกัน ทั้งกำลังทางบก เรือ และอากาศ สำหรับทางเรือได้มีการรบกันบริเวณด้านใต้ของเกาะช้าง ระหว่างกำลังทางเรือของไทย และของฝรั่งเศส เมื่อวันที่ ๑๗ มกราคม ๒๔๘๔ จนเรียกขานว่า “ยุทธนาวีที่เกาะช้าง”
เรือรบหลวงธนบุรี

เรือลามอตต์ปิเกต์

          การรบครั้งนั้นฝรั่งเศสได้ส่งกำลังทางเรือส่วนใหญ่ที่มีอยู่ในอินโดจีน ในบังคับบัญชาของ นาวาเอก เบรังเยร์ อันมีเรือลาดตระเวน ลามอตต์ปิเกต์ เป็นเรือธง พร้อมด้วยเรือสลุป ๒ ลำ เรือปืน ๔ ลำ เรือสินค้าขนาดใหญ่ติดอาวุธ ๑ ลำ และเรือดำน้ำอีก ๑ ลำ รวมทั้งสิ้น ๙ ลำ เข้ามาในน่านน้ำไทยทางด้านเกาะช้าง ด้วยความมุ่งหมายที่จะระดมยิงหัวเมืองชายทะเล ทางภาคตะวันออกของประเทศไทย ในเช้าวันที่ ๑๗ มกราคม กำลังทางเรือของฝรั่งเศสได้อาศัยความมืด และความเร็วรุกล้ำเข้ามาทางด้านใต้เกาะช้าง มีจำนวนเรือด้วยกันทั้งหมด ๗ ลำ คือ เรือลาดตระเวนลามอตต์ปิเกต์, เรือสลุป ๒ ลำ} และเรือปืน ๔ ลำ ส่วนกำลังเรือฝ่ายไทยที่เข้าทำการรบมี ๓ ลำ คือ เรือหลวงธนบุรี จอดอยู่ที่บริเวณเกาะลิ่ม ส่วนเรือหลวงสงขลา และเรือหลวงชลบุรี จอดอยู่ที่อ่าวสลักเพชร เมื่อเปรียบเทียบกำลังรบของทั้งสองฝ่าย จะเห็นได้ว่าเราได้เข้าทำการต่อสู้กับข้าศึกที่มีทั้งจำนวนเรือมากกว่า ระวางขับน้ำมากกว่า จำนวนปืนหนักและปืนเบามากกว่า รวมถึงจำนวนทหารประจำเรือก็มากกว่า


       การรบระหว่างเรือหลวงธนบุรีกับเรือลามอตต์ปิเกต์ ซึ่งเป็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นหลังจากได้มีการปะทะกันระหว่างเรือหลวงสงขลา และเรือหลวงชลบุรีกับเรือรบฝรั่งเศสแล้ว คือในตอนเช้าตรู่ของวันที่ ๑๗ มกราคม ๒๔๘๔ ขณะที่ทหารเรือหลวงธนบุรี กำลังฝึกหัดกำลังพลตามปกติอยู่นั้น ยามสะพานเดินเรือ ได้เห็นเครื่องบินข้าศึก ๑ เครื่อง บินมาทางเกาะกูดผ่านเกาะกระดาษมาตรงหัวเรือ ทางเรือจึงได้ประกาศประจำสถานีรบแต่ยังมิได้ทำการยิง เนื่องจากว่าเครื่องบินข้าศึกได้บินเลี้ยวไปทางเกาะง่าม ตรงบริเวณที่เรือตอร์ปิโด ทั้ง ๒ ลำ จอด และทันใดนั้นทหารทุกคนก็ได้ยินเสียงปืนจากเรือตอร์ปิโดทั้งสองลำนั้น คือ เรือหลวงสงขลาและเรือหลวงชลบุรี ทำการยิงสกัดกั้นเครื่องบินข้าศึก และต่อมายามสะพานเดินเรือ ได้รายงานว่าเห็นเรือข้าศึกทางใต้เกาะช้าง โดยที่ยามมองตรงช่องระหว่างเกาะช้างกับเกาะไม้ซี้ใหญ่ เรือที่ยามเห็นนี้คือเรือลามอตต์ปิเกต์ ซึ่งกำลังระดมยิงเรือหลวงสงขลา และเรือหลวงชลบุรี อยู่นั่นเอง ประมาณ เวลา ๐๖๔๐ ขณะที่เรือหลวงธนบุรี ได้ตั้งลำพร้อม เรือลามอตต์ปิเกต์ก็โผล่จากเกาะไม้ซี้ใหญ่ และเป็นฝ่ายเริ่มยิงเราก่อนทันที เรือหลวงธนบุรีได้เริ่มยิงตับแรกด้วยป้อมหัว และป้อมท้ายโดย ตั้งระยะ ๑๓,๐๐๐ เมตร ทันใดนั้นเองกระสุนตับที่ ๔ ของเรือลามอตต์ปิเกต์ มีนัดหนึ่งเจาะทะลุผ่าห้องโถงนายพล และชอนระเบิดทะลุพื้นหอรบขึ้นมาเป็นเหตุให้ น.ท.หลวงพร้อมวีรพันธุ์ และทหารในหอรบอีกหลายนายต้องเสียชีวิตในทันที ยังมีอีกหลายนายได้รับบาดเจ็บสาหัส เนื่องจากถูกสะเก็ดระเบิด และถูกไฟลวกตามหน้าและตามตัว กระสุนนัดนี้เองได้ทำลายเครื่องติดต่อสั่งการไปยังปืน และเครื่องถือท้ายเรือ เรือซึ่งกำลังเดินหน้าด้วยความเร็ว ๑๔ นอต ต้องหมุนซ้ายเป็นวงกลมอยู่ถึง ๔ รอบ ในขณะนี้เอง เรือลามอตต์ปิเกต์ได้ระดมยิงเรือหลวงธนบุรี อย่างหนาแน่น ปืนป้อมทั้งสองของเรือหลวงธนบุรีต้องทำการยิงอิสระ โดยอาศัยศูนย์ข้างและศูนย์ระยะที่หอกลาง ปรากฏว่าเรือลามอตต์ปิเกต์ได้ถูกกระสุนปืนจากเรือหลวงธนบุรี เช่นกัน โดยมีแสงไฟจากเปลวระเบิด และควันเพลิงพุ่งขึ้นบริเวณตอนกลางลำเรือ จำต้องล่าถอยโดยมารวมกำลัง กับหมู่เรือฝรั่งเศสอีก ๔ ลำ ทางตะวันตกของเกาะเหลายาใน และแล่นหนีไปในที่สุด เรือหลวงช้างได้เข้าช่วยดับไฟ และจูงเรือธนบุรีไปจนถึงหน้าแหลมงอบ เพื่อเกยตื้น และต้นเรือได้สั่งสละเรือใหญ่ เมื่อเวลา ๑๑.๐๐ ต่อมา ประมาณเวลา ๑๖.๔๐ กราบเรือทางขวาก็เริ่มตะแคงเอนลงมากขึ้นตามลำดับ เสาทั้งสองเอนลงน้ำ กราบซ้ายและกระดูกงูกันโครงโผล่อยู่พ้นน้ำ ในการรบครั้งนี้ ทางฝ่ายเราได้เสียชีวิตเป็นชาติพลี รวมทั้งสิ้น ๓๖ นาย เป็นนายทหาร ๒ นาย พันจ่า จ่า พลทหาร และพลเรือ ๓๔ นาย ซึ่งในจำนวนนี้เป็นทหารประจำเรือหลวงธนบุรี ๒๐ นาย เรือหลวงสงขลา ๑๔ นาย และเรือหลวงชลบุรี ๒ นาย



          การรบทางเรือที่เกาะช้างในครั้งนี้ แม้จะไม่จัดว่าเป็นการยุทธ์ใหญ่ก็ตาม แต่ก็นับว่าเป็นการรบทางเรือตามแบบอย่างยุทธวิธีสมัยใหม่ จึงนับเป็นเกียรติประวัติอันน่าภาคภูมิใจอย่างยิ่ง ซึ่งจะบันทึกไว้เป็นประวัติศาสตร์ของชาติไทย และทหารเรือสืบไป จังหวัดตราดจึงได้กำหนดจัดงาน วันวีรกรรมทหารเรือไทยในยุทธนาวีที่เกาะช้าง ในวันที่ ๑๗๒๑ มกราคม ของทุกปี ณ บริเวณอนุสรณ์สถานยุทธนาวีที่เกาะช้าง โดยในงานจะมีพิธีอุทิศส่วนกุศลแด่วีรชน การวางพานพุ่มสักการะพระบรมรูปฯ. กรมหลวงชุมพรเขตอุดมศักดิ์ และพิธีลอยพวงมาลา ประกาศสดุดีบริเวณเกาะลิ่ม นอกจากนี้ในปีนี้จัดให้มี การแสดงประกอบแสงเสียงในวันที่ ๑๗ ๑๙ เป็นเวลา 3 วัน เพื่อประกาศ เชิดฃูเกียรติวีรกรรมอันหาญกล้าของนักรบผู้กล้าทหารเรือไทย ในการปกปักรักษาแผ่นดิน ผืนน้ำ ของไทยให้คงอยู่สืบไป นอกจากนี้ยังมีการแสดงประกอบแสงเสียงเพื่อรำลึกถึงวีรกรรม ใช้ชื่อเรื่องว่า ๗๑ ปี รฤกผู้กล้า....ยุทธนาวี ที่เกาะช้างแบ่งการแสดงออกเป็น ๘ องค์ด้วยกันคือ

                    องค์ที่ ๑ เสด็จพ่อ ร. ๕ สถิตฟ้า เนื้อหาจะกล่าวถึงการคืนความเป็นไทยให้แผ่นดินตราด

                    องค์ที่ ๒ สานสัญญา ร่วมปกปัก ด้วยศักดิ์ศรี จะกล่าวถึงพระราชภาระกิจของเสด็จในกรม กรมหลวงชุมพรเขตอุดมศักดิ์ ที่พระองทรงมีต่อทหารเรือ และความมุ่งมั่นในการรักษาผืนแผ่นดินของสยามประเทศ

                   องค์ที่ ๓ ความเป็นไทย ถูกคุกคาม ตามราวี เป็นการเล่าถึงการเริ่มเกิดสงคราม และยุทธนาวีที่เกาะช้าง

                   องค์ที่ ๔ สยามนี้ คือชีวิต จิตวิญญาณ บรรยายถึงความรู้ศึกเสียเปรียบต่อข้าศึก แต่ด้วยความรักต่อประเทศชาติ บวกกับความกล้าหาญของลูกราชนาวีไทย

                    องค์ที่ ๕ รบแลกรบ เลือดแลกเลือด ใจแลกใจ เป็นการบรรยายถึงการสู่รบระหว่างราชนาวีไทยกับราชนาวีฝรั้งเศสใบการทำยุทธนาวี

                    องค์ที่ ๖ ชีพสิ้นไป ไทยยังอยู่ สู่สืบสาน เป็นการบรรยายถึงชัยชนะในการรบ และความบอบช้ำของราชนาวีไทย ทำให้ผู้คนได้สร้างอนุสรณ์สถานไว้เพื่อเคารพบูชาผู้กล้าแห่งราชนาวี

                    องค์ที่ ๗ หยาดน้ำตา แม้รินไหล ใจร้าวราญ เป็นสื่อให้เห็นถึงความโศกเศร้า การศูนย์เสียคนที่เรารักไปใน ยุทธนาวีครั้งนั้น

                    องค์ที่ ๘ ปณิธาน ยังดำ คงชาติไทยไว้ กล่าวถึงวันนี้ของทุกๆ ปีเป็นวันรำลึกถึงวีรกรรมของนักรบลูกประดู่ รวมทั้งการสร้างความสำนึกรักประเทศชาติบ้านเมืองแก่ชนรุ่นหลังให้




กำหนดการโดยละเอียด

พิธีเปิดงาน วันวีรกรรมทหารเรือไทยในยุทธนาวีที่เกาะช้าง ครั้งที่ ๒๖  ประจำปี  ๒๕๕๕

วันที่  ๑๗  มกราคม  ๒๕๕๕     บริเวณอนุสรณ์สถานยุทธนาวีที่เกาะช้าง

หมู่ที่    ตำบลแหลมงอบ   อำเภอแหลมงอบ   จังหวัดตราด



ภาคเช้า ศาสนพิธีและพิธีบวงสรวง

เวลา ๐๖.๔๕ น.         - ข้าราชการ  ประชาชน และผู้มีเกียรติ พร้อมกัน    บริเวณอนุสรณ์สถานฯ

  เวลา ๐๗.๐๐ น.          - ผู้ว่าราชการจังหวัดตราด ประธานในพิธี เดินทางมาถึงยังบริเวณงาน

- พิธีทำบุญตักบาตรข้าวสาร อาหารแห้ง แด่พระภิกษุสงฆ์ จำนวน  ๓๖  รูป

เวลา ๐๘.๐๐ น            - พิธีบวงสรวงฯ ประธานฯ จุดธูปเทียนเครื่องทองน้อย  ถวายมาลัยพระกร สักการะพลเรือเอกพระเจ้าบรมวงศ์เธอพระองค์เจ้าอาภากรเกียรติวงศ์  กรมหลวงชุมพรเขตอุดมศักดิ์  

- ประธาน ฯ จุดธูป พิธีพราหมณ์

- พราหมณ์ในพิธีประกอบพิธีบวงสรวงดวงพระวิญญาณ พลเรือเอกพระเจ้าบรมวงศ์เธอพระองค์เจ้าอาภากรเกียรติวงศ์ กรมหลวงชุมพรเขตอุดมศักดิ์

- พราหมณ์กล่าวคำบวงสรวงดวงพระวิญญาณเสร็จ ลั่นฆ้อง ๓ ลา

                              - ทหารเรือฐานส่งกำลังบำรุงทหารเรือตราด ยิงปืนถวายราชสดุดี ๑๙ นัด

เวลา  ๐๙.๐๐ น.        - พิธีสงฆ์

                              - ประธานฯ จุดธูปเทียนบูชาพระรัตนตรัย                

                              - พิธีกรอาราธนาศีล พระสงฆ์ให้ศีล

                              - ผู้ร่วมพิธีรับศีล

                              - พิธีกรอาราธนาพระปริตร

                              - พระสงฆ์เจริญพระพุทธมนต์

- ผู้แทนอำเภอแหลมงอบ กล่าวสดุดีวีรชนทหารเรือไทยในยุทธนาวีที่เกาะช้าง                                         (ผู้ร่วมพิธีลุกขึ้นยืน)

                              - ประธานฯ ทอดผ้าบังสุกุลอุทิศส่วนกุศลแด่วีรชน พระสงฆ์พิจารณาผ้า ฯ

                              - ประธานฯ จุดไฟฌาปนกิจ (รายชื่อวีรชนทหารเรือไทยในยุทธนาวีที่เกาะช้าง)

                              - ประธานฯ และผู้มีเกียรติ ถวายภัตตาหารเพล (ปิ่นโต) จตุปัจจัยไทยธรรม

                              - พระสงฆ์อนุโมทนา ประธาน ฯ กรวดน้ำ

- รำบวงสรวงดวงพระวิญญาณพลเรือเอกพระเจ้าบรมวงศ์เธอ พระองค์เจ้าอาภากรเกียรติวงศ์ กรมหลวงชุมพรเขตอุดมศักดิ์

                             




ภาคกิจกรรมพิธีเปิดและพิธีลอยพวงมาลา

เวลา ๑๑.๐๐ น.         - ผู้บัญชาการทหารเรือหรือผู้แทน ประธานพิธีเปิด และคณะเดินทางถึง

  อนุสรณ์ ฯ และตรวจแถวกองทหารเกียรติยศ

เวลา ๑๑.๐๕ น.         - ประธาน ฯ วางพานพุ่มสักการะพระบรมรูป ฯ กรมหลวงชุมพรเขตอุดมศักดิ์

เวลา ๑๑.๑๐ น.         - ประธาน ฯ ขึ้นแท่นรับรายงาน

เวลา ๑๑.๑๕ น.         - ประธาน ฯ กล่าวเปิดงาน  ตัดริบบิ้น วงดุริยางค์บรรเลงเพลงมหาฤกษ์

                              - เครื่องบินโปรยข้าวตอกดอกไม้


เวลา ๑๑.๓๐ น.         - ประธาน ฯ ปล่อยพันธุ์สัตว์น้ำ

เวลา ๑๑.๕๐ น.         - ประธาน ฯ และคณะเดินทางไปสะพานท่าเทียบเรือแหลมงอบ (กระโจมไฟ)

เวลา ๑๒.๐๐ น.         - ประธาน ฯ และคณะเดินทางถึงเรือหลวง (สะพานกระโจมไฟ)

เวลา ๑๒.๑๐ น.          - เรือหลวงและเรือร่วมพิธีฯ ออกเดินทางไปประกอบพิธีสดุดีและพิธีลอยพวงมาลาบริเวณเกาะลิ่ม

                              - รับประทานอาหารกลางวันร่วมกับแขกผู้มีเกียรติที่ได้รับเชิญ

เวลา ๑๔.๐๐ น.         - ประกอบพิธีสดุดีและพิธีลอยพวงมาลา

เวลา ๑๔.๓๐ น.         - เสร็จพิธี ฯ



ภาคค่ำ

เวลา ๑๙.๐๐ น.         - พิธีเปิดการแสดง แสง สี เสียง “ ยุทธนาวีที่เกาะช้าง ”








กิจกรรมการแสดง  

งาน     วันวีรกรรมทหารเรือไทยในยุทธนาวีที่เกาะช้าง ครั้งที่ ๒๖  ประจำปี  ๒๕๕๕ 

ระหว่างวันที่  ๑๗   ๒๑   มกราคม  ๒๕๕๕

ที่
วันที่
เวลา
กิจกรรม
สถานที่
หมายเหตุ
๑.
๑๗ มกราคม  ๒๕๕๕
๐๗.๐๐ น.
๐๙.๐๐ น.
๐๙.๐๐ ๑๑.๐๐ น.
๑๑.๐๐ น.


๑๒.๐๐ น.
๑๔.๐๐ น.
๑๘.๐๐ น.เป็นต้นไป
๑๙.๐๐ – ๒๐.๓๐ น.
๒๐.๓๐ – ๒๓.๐๐ น.
- พิธีตักบาตรข้าวสารอาหารแห้งภิกษุ ๓๖ รูป
- พิธีบวงสรวง  ( ผวจ.ตราด ประธานในพิธีฯ )
- ประชาชนทยอยลงเรือไปร่วมพิธีลอยพวงมาลา
- พิธีเปิดงานวันวีรกรรม ฯ ( ผบ.ทร.หรือผู้แทน                 ประธานในพิธีฯ ) โดดร่มลงทะเล
- พิธีปล่อยพันธุ์สัตว์น้ำ
- การแข่งขันกีฬาเปตอง

- พิธีลอยพวงมาลา
- การแข่งขันกีฬาพื้นบ้าน
- นิทรรศการส่วนราชการต่าง ๆ
- สวนสนุก มหรสพ  ร้านค้าชุมชน สินค้าพื้นเมือง   
- การแสดง แสง สี เสียง ยุทธนาวีที่เกาะช้าง

- การแสดงดนตรีกองทัพเรือ  
บริเวณลานพระรูป ฯ
บริเวณลานพระรูป ฯ
สะพานกระโจมไฟ
บริเวณอนุสรณ์สถาน ฯ

บริเวณอนุสรณ์สถาน ฯ
บริเวณสนาม ร.ร.ชุมชนฯ
บริเวณเกาะลิ้ม
บริเวณงาน ฯ
บริเวณงาน ฯ
บริเวณงาน ฯ

บริเวณงาน ฯ

เวทีกลาง ฯ
มีการ                 ออกร้าน นาวาพาโชค
ร้านค้า            ๑ ตำบล                   ๑ ผลิตภัณฑ์ ของ                จังหวัดตราด               และการจำหน่ายสินค้า              ราคาถูกตลอดงาน
๒.
๑๘ มกราคม ๒๕๕๕
๑๘.๐๐ น.
เป็นต้นไป


๑๙.๐๐ – ๒๐.๓๐ น.
๒๐.๓๐ ๒๓.๐๐ น.
- การแข่งขันกีฬาพื้นบ้าน
- นิทรรศการส่วนราชการต่าง ๆ
- สวนสนุก มหรสพ  ร้านค้าชุมชน สินค้าพื้นเมือง     
     
- การแสดง แสง สี เสียง ยุทธนาวีที่เกาะช้าง
- การแสดงดนตรี ดำรง   วงศ์ทอง / สุนารี   ราชสีมา
บริเวณงาน ฯ
บริเวณงาน ฯ
บริเวณงาน ฯ


บริเวณงาน ฯ
เวทีกลาง ฯ
๓.
๑๙ มกราคม  ๒๕๕๕
๑๘.๐๐ น. เป็นต้นไป


๑๙.๐๐ – ๒๐.๓๐ น.
๒๐.๓๐ ๒๓.๐๐ น.
- การแข่งขันกีฬาพื้นบ้าน
- นิทรรศการส่วนราชการต่าง ๆ
- สวนสนุก มหรสพ  ร้านค้าชุมชน สินค้าพื้นเมือง 

- การแสดง แสง สี เสียง ยุทธนาวีที่เกาะช้าง
- การแสดงดนตรี แสน   นากา / ข้าวทิพย์   ธิดาดิน
บริเวณงาน ฯ
บริเวณงาน ฯ
บริเวณงาน ฯ


บริเวณงาน ฯ
เวทีกลาง ฯ
๔.
๒๐ มกราคม  ๒๕๕๕
๑๘.๐๐ น. เป็นต้นไป


๑๙.๐๐ - ๒๐.๓๐ น.
๒๐.๓๐ – ๒๓.๐๐ น.
- การแข่งขันกีฬาพื้นบ้าน
- นิทรรศการส่วนราชการต่าง ๆ
- สวนสนุก มหรสพ  ร้านค้าชุมชน สินค้าพื้นเมือง  

- การแสดงของนักเรียนจากสถานศึกษาในพื้นที่
- การแสดงดนตรี น่านฟ้า   อาร์สยาม / นุ้ย   สุวีณา
บริเวณงาน ฯ
บริเวณงาน ฯ
บริเวณงาน ฯ


เวทีกลาง ฯ
เวทีกลาง ฯ
๕.
๒๑  มกราคม ๒๕๕๕
๑๘.๐๐ น. เป็นต้นไป


๑๙.๐๐ –
๒๒.๐๐ น.๒๓.๐๐ น.
๒๔.๐๐ น.
- การแข่งขันกีฬาพื้นบ้าน
- นิทรรศการส่วนราชการต่าง ๆ
- สวนสนุก มหรสพ ร้านค้าชุมชน สินค้าพื้นเมือง
 
- การแสดงดนตรี หนู   มิเตอร์
- จุดพลุสี น้ำตกสายธาร จากกองทัพเรือ
- การแสดงดนตรี หนู   มิเตอร์
- ปิดงาน ฯ
บริเวณงาน ฯ
บริเวณงาน ฯ
บริเวณงาน ฯ

เวทีกลาง ฯ
ลานพระรูป ฯ