วันพุธที่ 7 ธันวาคม พ.ศ. 2554

การทำแก๊สชีวภาพ

ทฤษฏีง่ายๆ ของแก๊สชีวภาพ คือ ในมูลสัตว์จะมีจุลินทรีย์ที่ไม่ต้องการอากาศ ซึ่งมันจะย่อยสลายอินทรีย์วัตถุต่างๆ หรือเข้าใจง่ายๆ ว่า จุลินทรีย์ตัวนี้มันกินอาหาร ซึ่งผลพลอยได้จากการย่อยสลายนี้มันจะผลิตแก๊สขึ้นมา ส่วนใหญ่จะประกอบด้วย ก๊าซมีเทน ก๊าซนี้มีคุณสมบัติไฟได้ ซึ่งอาหารที่เราเติมให้จุลินทรีย์กิน เป็นมูลสัตว์ ต่างๆ อาจจะเป็น มูลสุกร มูลวัว หรือช้าง ม้า ได้ทั้งนั้น ในส่วนที่เราบรรยายอยู่นี้ เราก็ใช้ เศษอาหารจากครัวเรือน เศษข้าว ผัก เปลือกผลไม้ ของที่เน่าเหม็นจากครัว มาเป็นอาหารของจุลินทรีย์ ทำให้เราได้แก็สหุงต้มเข้ามาใช้ในครัวเรือน โดยไม่ต้องเสียเงินไปซื้อ ข้อดีจากการทำแก๊สชีวภาพจากเศษอาหาร หรือจากมูลสัตว์ มีหลายข้อมาก ยกตัวอย่างเช่น
1.    ลดค่าใช้จ่ายจากการซื้อแก็สหุงต้มจากครัวเรือนขนาดกลางใช้แก๊สเฉลี่ยเดือนละถัง เป็นใช้ราวปีละถัง
2.    มีที่ทิ้งขยะเปียกที่เน่าบูดเหม็น เนื่องจากเศษอาหารต่างๆ หากนำไปทิ้งจะเกิดการเน่าเหม็นแต่หากนำมาใส่ในถังหมักแล้ว เมื่อนำออกไปทิ้งจะไม่มีกลิ่นเหม็น
3.    มีพลังงานทดแทน คือเราสามารถสร้างพลังงานทดแทนมาให้ได้เอง แก็ส LPG ก็อาจนำไปใช้ในรถยนต์ ทำให้ประหยัดการใช้น้ำมันมากขึ้น
4.    กากจากถังแก็ส สามารถนำมาเป็นปุ๋ย ใส่พืชผัก และต้นไม้ได้อีก ซึ่ง เศษอาหาร หรือมูลสัตว์ไม่สามารถนำไปใส่พืชได้เลย แต่ถ้าผ่าน การหมักจากถังแก๊ส ชีวภาพ จะสามารถนำมาเป็นปุ๋ย
การทำแก๊สชีวภาพจากทฤษฏีจะเห็นว่าเพียงแค่เรานำมูลสัตว์มาเก็บไว้ในที่เก็บอะไรก็ได้ปิดให้สนิทไม่ให้มีอากาศเข้า จุลินทรีย์ก็จะผลิตแก๊สขึ้นมา ซึ่งที่เก็บก็จะเป็นวัสดุอะไรก็ได้ เช่นถังพลาสติก ปูนถังส้วม โอ่งปูน ถังเหล็ก หรือ ถังสแตนเลส ส่วนมากนิยมใช้ถังพลาสติก กับ ปูน เพราะราคาถูก และไม่เป็นสนิม

จากถังเก็บที่ทำให้ไม่มีอากาศเข้า รายละเอียดก็จะเป็นการทำช่องต่างๆ ที่นำแก๊สออก ช่องเติมอาหารให้จุลินทรีย์ ช่องระบายกากออก ซึ่งก็จะดูได้ตามแบบที่มีให้ จากแบบจะเป็นแบบสำหรับ ถังหมัก ขนาด 200 ลิตร แต่เราสามารถ นำไปทำถังที่ใหญ่กว่าได้ โดยใช้แบบเดียวกัน ประโยชน์ จะเห็นว่าการทำแก๊สชีวภาพ มีประโยชน์มากมาย ปัญหาที่ยังไม่ได้รับความนิยม จากที่ผมได้รับรู้มา ก็จะมี 2 เรื่องใหญ่ๆ คือ
1.            ค่าใช้จ่ายในการลงทุน ค่าใช้จ่ายกันบ้างส่วนใหญ่ค่าใช้จ่ายส่วนใหญ่จะเป็นค่าถัง อยู่ที่ เราจะทำขนาดเท่าไร ถ้าถัง ขนาด 200 ลิตร ก็ราวลูกละ 500 บาท ใช้ 3 ลูก ก็ 1500 บาท
2.           รวมค่าท่อ ค่า วาลว์ ปิดเปิด ก็ น่าจะ ประมาณ 2000 บาท ก็ทำได้
ผม ใช้ถังหมัก ขนาด 1000 ลิตร ซื้อใหม่ราคาขาย ปลีก ราว 3000 บาท ถังเก็บแก๊ส 3 ชุด ถัง 200 ลิตร 3 ลูก ถัง150 ลิตร 3 ลูก รวม 6 ลูก ตกลูกละ 500 บาท ก็ 3000 บาท รวมค่าท่อค่าวาลว์เปิดปิด ค่าใช้จ่ายประมาณ 7000 บาท เทียบกับ ค่าแก๊สเดือนละถัง คิดถังละ 300 บาท แต่จริงๆ สามร้อยกว่าบาท จะเห็นว่า 2 ปี เราก็จะคุ้มทุนแล้วครับ อันนี้คิดแต่เงินที่เราต้องจ่ายค่าแก๊ส

ตามบ้านเรือนที่ไม่ได้เลี้ยงสัตว์เราก็สามารถที่สร้างแก๊สชีวภาพได้โดยใช้เศษอาหารเป็นวัสดุหมัก อุปกรณ์ที่ใช้เราจะใช้ถังพลาสติกที่ใส่สารเคมี มีขายโดยทั่วไป เป็นถังหมักและถังเก็บแก๊ส นำถังพลาสติกมาเจาะและใส่อุปกรณ์ต่างๆ การเจาะอาจใช้สว่านเจาะหลายๆ รูแล้วตัดด้วยคัตเตอร์ กาวที่นำมาใช้ควรเป็นกาวอีพ๊อกซี่ หรืออาจใช้วิธีการเชื่อมพลาสติก แต่ต้องแน่ใจด้วยว่าอุปกรณ์ที่ใช้เป็นพลาสติกชนิดเดียวกันกับถัง เมื่อทำเสร็จแล้วนำมาต่อเข้าด้วยกันด้วยสายยางใส การใช้สายยางใสเพื่อให้เห็นน้ำในสายยางที่เกิดจากการควบแน่นของไอน้ำ ก่อนการใช้เราต้องใส่มูลสัตว์อัตราส่วน 1 ต่อ 1 กับน้ำ ถ้าเป็นมูลวัวข้นเกินไปให้ใส่น้ำได้ ประมาณ 20 ลิตร แล้วนำมาใส่ในถังหมัก ทิ้งไว้ประมาณ 15 วันจะเริ่มเกิดแก๊ส สังเกตุจากถังเก็บแก๊สจะลอยขึ้น จากนั้นให้ใส่เศษอาหารได้

การเติมเศษอาหารทุกครั้ง ต้องมีการเติมน้ำด้วย ท่อระบายน้ำควรใส่วาล์วปิดเปิดเพื่อป้องกันแก๊สออกในระยะแรก เมื่อระดับน้ำอยู่ระดับเดียวกันกับท่อระบายน้ำต้องมีการระบายน้ำออก และทุก 3 เดือนให้มีการระบายกากออกบ้าง กากที่ระบายออกมานี้เราสามารถนำไปทำเป็นปุ๋ยได้
เตาแก๊สที่จะนำมาใช้ ควรเป็นเตาเขียว หรือเตาไฮสปีด ก่อนนำมาใช้ต้องมีการดัดแปลงเสียก่อน โดยการเจาะรูพ่นแก๊ส หรือนมหนูให้มีขนาดใหญ่ขึ้น ประมาณ 1 – 2 หุน เพื่อให้แก๊สชีวภาพไหลได้สะดวก เนื่องจากแก๊สชีวภาพที่เราผลิตเองนี้เป็นแก๊สแรงดันต่ำ ถ้าต้องการเพิ่มแรงดันทำได้โดย ใช้วัตถุที่มีน้ำหนักวางบนถังเก็บแก๊ส
การดูแลรักษา หมั่นเคาะสนิมที่เกิดขึ้นที่หัวเตา และตรวจดูน้ำในสายยางนำแก๊ส ถ้ามีน้ำมากให้ถอดสายยางแล้วเทน้ำออก และกวนใบกวนบ้างวันละ 1 ครั้งเพื่อให้เกิดแก๊สสม่ำเสมอ เราอาจทำถังหมักให้มีขนาดใหญ่กว่าเดิมก็ได้ โดยใช้วิธีการทำโดยรวมแบบเดียวกัน อาจจะประยุกต์บ้างเพื่อความเหมาะสมทั้งนี้เพื่อให้การใช้งานเป็นไปด้วยความสะดวก เช่นอาจใช้ถังสี่เหลี่ยมที่ใช้บรรจุสารเคมี ขนาด 1000 ลิตร เพื่อที่จะได้แก๊สมากขึ้นพอที่จะใช้ในกิจกรรม

ขอขอบคุณข้อมูล คุณ ธีรยุทธ (เอ) มือถือ :088-1471808 เว็บไซต์ :teetatlife.com อีเมลล์ : teetat_farm@windowslive.com

วันอังคารที่ 6 ธันวาคม พ.ศ. 2554

ขอเชิญร่วมงาน ”ตามรอยเสด็จพระพุทธเจ้าหลวงที่เกาะช้าง” ครั้งที่ ๓

ขอเชิญร่วมงาน ตามรอยเสด็จพระพุทธเจ้าหลวงที่เกาะช้างครั้งที่ ๓
วันที่ ๒๗ ธันวาคม พ.. ๒๕๕๔  ณ วัดคชครามคขทวีป อ.เกาะช้าง จ.ตราด



ซึ่งเจ้าทั้งหลายคิดเห็นว่าเราเหมือนบิดาที่พลัดพรากจากบุตรจึงรีบมาหานั้น เป็นความคิดอันถูกต้องแท้  ขอให้เชื่ออยู่ในใจเสมอไปในเบื้องหน้า  ดังเช่นที่คิดเห็นในครั้งนี้ว่า  เราคงจะเป็นเหมือนบิดาของเจ้าเสมอตลอดไป  ย่อมยินดีด้วยในเวลามีความสุข  และจะช่วยปลดเปลื้องอันตรายในเวลามีภัยได้ทุกข์...
จากพระราชดำรัสพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว  เมื่อวันที่ ๑๓ พฤศจิกายน พ.ศ ๒๔๕๐ จังหวัดตราด อเภอเกาะช้าง องค์การบริหารส่วนจังหวัดตราด สมคมธุรกิจการท่องเที่ยวจังหวัดตราด องค์การบริหารการพัฒนาพื้นที่พิเศษเพื่อการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน และการท่องท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) สำนักงานตราด ร่วมกับชุมชนวัดสลัดคอกจึงได้กำหนดจัดงาน  ตามรอยเสด็จพระพุทธเจ้าหลวงที่เกาะช้างในวันที่ ๒๗ ธันวาคม พ.. ๒๕๕๔ ณ วัดคชครามคขทวีป อ.เกาะช้าง จ.ตราด เพื่อน้อมรำลึกในพระมหากรุณาธิคุณพระบาทสมเด็จพระพระจุล จอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๕  และแสดงกตัญญูกตเวทิตา ของชาวเกาะช้าง   และชาวตราด และเนื่องในวาระ ๑๐๑ ปี แห่งการสวรรคตฯ และการเสด็จประพาสต้นของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ที่ทรงเสด็จประพาสต้นเยือนเมืองตราดถึง ๑๒ ครั้ง จากการเสด็จตามหัวเมืองต่าง ๆ รวมทั้งหมด ๒๔ ครั้ง โดยโดยมีรายละเอียดดังนี้
ครั้งที่ ๑  เดือนพฤศจิกายน – ธันวาคม  พ.ศ. ๒๔๑๖  สมเด็จพระนางเจ้าสุนันทากุมารีรัตน์ เป็นผู้ตามเสด็จฯ น้ำตกธารมะยม เกาะช้าง และเกาะกระดาดทางฝั่งตะวันตก ในช่วงนี้น้ำตกธารมะยมงามมาก
                        ครั้งที่ ๒  ต้นเดือนมกราคม  พ.ศ. ๒๔๑๙  เสด็จฯ เกาะช้าง มีพระราชนิพนธ์เล่าว่าเกาะนี้เสือชุมนัก เสด็จขึ้นพลับพลาที่บ้านคลองนนทรี  พักผ่อนอิริยาบถแล้วเสด็จปีนเขาเพื่อทอดพระเนตรน้ำพุคลองมะยม  ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าให้ทำกองศิลาด้วยทรงอนุสรณ์ให้ทราบว่าได้เสด็จฯ มาถึงที่นี้ถึงสองคราว  จากนั้นเสด็จฯ เกาะกระดาด ทรงพระสำราญกับการเดินป่า  มีพระราชหัตถเลขาว่าที่นี่มีกวางและเนื้อทรายชุกชุมมาก
                        ครั้งที่ ๓  เดือนกุมภาพันธ์  พ.ศ. ๒๔๒๓  สันนิษฐานว่าเป็นการเสด็จเพื่อทรงรำลึกถึงพระนางเจ้าสุนันทากุมารีรัตน์  พระบรมราชเทวีที่เสด็จทิวงคต  เพื่ออนุสรณ์ถึงเหตุการณ์ที่เคยเสด็จฯ ชายทะเลด้วยกัน  เสด็จไปที่น้ำตกธารมะยม  เกาะช้าง  และเกาะกระดาด
                        ครั้งที่ ๔  เดือนกุมภาพันธ์  พ.ศ. ๒๔๒๔  เสด็จฯ เกาะกงไปทอดพระเนตรวัดคงคาราม หรือวัดเกาะปอ เสด็จกลับเกาะกระดาด เกาะช้าง และเข้าไปตามอ่าวสลักเพชร  นายติ้น  หลวงสลักเพชรพัฒนกิจ  กราบถวายรายงาน วันรุ่งขึ้น  เสด็จฯ ประทับ ณ ตัวเมืองตราด   เสด็จฯ ตามเส้นทางคลองบางพระขึ้นทอดพระเนตรบ้านเรือนราษฎร ทรงซื้อผ้าและพระราชทานผ้าแก่ผู้ตามเสด็จฯ  นับเป็นครั้งแรกที่เสด็จฯ เยือนตัวเมืองตราด
                        ครั้งที่ ๕  เดือนธันวาคม  พ.ศ. ๒๔๒๕  เสด็จฯ เกาะช้าง จอดเรือบรรทมที่คลองพร้าวและอ่าวสลักเพชร จากนั้นเสด็จไปเกาะหมากและเกาะกระดาด
                        ครั้งที่ ๖  เดือนธันวาคม  พ.ศ. ๒๔๒๖  การเสด็จฯ ครั้งนี้มีพระราชประสงค์เพื่อพักพระราชภารกิจ หลังจากทรงหายจากอาการประชวร  มีสมเด็จพระศรีพัชรินทราพระบรมราชินีนาถ  สมเด็จพระนางเจ้าสว่างวัฒนาพระบรมราชเทวี  และข้าราชบริพารฝ่ายในตามเสด็จฯ น้ำตกธารมะยม  บ้านหลวงสลักเพชร  จากนั้นเสด็จฯ ไปเกาะหมาก  และเกาะกระดาด
                        ครั้งที่ ๗  เดือนกุมภาพันธ์  พ.ศ. ๒๔๒๗  เสด็จฯ เกาะช้าง  ราษฎรบ้านสลักคอก ขอพระบรมราชานุญาตให้ประทับรอยพระบาทสร้างพระอุโบสถ  พระราชทานชื่อวัดว่า  วัชคามคชทวีป  เสด็จฯ ไปยังน้ำตกธารมะยม  ทรงโปรดให้จารึกพระปรมาภิไธยย่อ จปร. ๑๒๔๖ ไว้เป็นครั้งแรก  รุ่งเช้าเสด็จฯ ไปที่แหลมงอบ และในปีนี้ได้พระราชทานพระบรมสาทิสลักษณ์ทรงเครื่องต้นให้กับตราด  ปัจจุบันพระบรมสาทิสลักษณ์นี้ประดิษฐานอยู่ที่พิพิธภัณฑ์วัดบุปผาราม
                        ครั้งที่ ๘  เดือนตุลาคม  พ.ศ. ๒๔๓๐  เสด็จฯ เกาะกระดาด  เกาะกูด  เกาะช้าง  น้ำตกธารมะยม  ทรงลุยน้ำในลำธารข้ามแก่ง  พระราชทานนามว่า  “แก่งทรงลุย”  รุ่งเช้าเสด็จฯ เมืองตราด  ถวายผ้าพระกฐินที่วัดบุรินทรประดิษฐ์  ปัจจุบันเป็นสถานที่ตั้งวิทยาลัยสารพัดช่างตราด  ส่วนพระประธานวัดบุรินทรฯ  ปัจจุบันประดิษฐานอยู่ ณ ศาลาการเปรียญวัดแหลมงอบ
                        ครั้งที่ ๙  วันที่ ๒๖ กุมภาพันธ์  พ.ศ. ๒๔๓๒  เสด็จฯ เกาะช้าง  เกาะกระดาด  ที่ลำธารน้ำตกธารมะยม  ทรงโปรดต้นเฟิร์น  กล้วยไม้  และช้างนาว  ที่ออกดอกเหลืองอร่าม  เสด็จฯ ถึงยอดเขาน้ำตกธารมะยม  โปรดให้ผูกผ้าทำธงพระราชทานชื่อยอดเขาว่า  ธัชกูฏ
                        ครั้งที่ ๑๐  มีนาคม  พ.ศ. ๒๔๔๓  เสด็จฯ น้ำตกธารมะยม  เกาะช้าง  เกาะกระดาด  และแหลมงอบ  ทอดพระเนตรโรงทหาร  และวัดสุวรรณาเขต  ชาวบ้านเรียก  “วัดแหลมงอบ”  พระสงฆ์สวดชัยมงคลคาถา
                        ครั้งที่ ๑๑  วันที่ ๑ มีนาคม  พ.ศ. ๒๔๔๔  เสด็จฯ เกาะช้าง  เกาะกูด  ต่อมาเสด็จฯ เมืองตราด  เมืองจันทบุรี  หลังจากเสด็จครั้งนี้แล้ว  อีก ๒ ปีต่อมา  เมืองตราดก็ตกเป็นของฝรั่งเศส... “ด้วยความโทมมนัสตรอมตรมในพระราชหฤทัย..ยิ่งนักทำให้ล้นเกล้าพระปิยะมหาราชว่างเว้นการเสด็จเยือนเมืองตราดนานถึง 6 ปี” ซึ่งฝรั่งเศสเข้ายึดครองแผ่นดินตราด เมื่อ ๓๐ ธันวาคม ๒๔๔๗ ห้วงเวลานั้น พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว มิได้นิ่งนอนพระหฤทัยกับทรงดำเนินวิเทโศบาย นำเมืองพระตะบอง เสียมราฐ  และศรีโสภณ  แลกเมืองตราดกลับคืนมา  ตามหนังสือสัญญา เมื่อ ๒๓ มีนาคม ๒๔๔๙ และในวันที่ ๖ กรกฎาคม ๒๔๕๐  ฝรั่งเศสคืนเมืองตราดให้กับไทย  ขณะนั้นพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว เสด็จฯ ยุโรป  ทรงมีพระราชโทรเลขกลับมาถึงชาวตราด ดังนี้ ....การที่เจ้าทั้งหลายพลัดพรากจากเรานั้น  เรามีความเสียดายเป็นอันมาก  แต่บัดนี้มีความยินดีนัก ที่เจ้าทั้งหลายได้กลับคืนมา  ในพระราชอาณาจักรของเรา  ซึ่งเราจะเป็นธุระจัดการทะนุบำรุง ให้เจ้าทั้งหลายได้รับความสุขสำราญต่อไปในภายหน้า  เราจะได้มาเยือนเมืองตราด เพื่อเยี่ยมราษฎรชาวตราด ซึ่งเป็นที่ชอบพอและได้เคยพบปะกันมาแต่ก่อน ๆ แล้วนั้นด้วย....
                        ครั้งที่ ๑๒  วันที่ ๑๓ พฤศจิกายน  พ.ศ. ๒๔๕๐  เสด็จฯ กลับจากยุโรป  ได้เสด็จฯ มาปลอบขวัญชาวเมืองตราดก่อนกลับคืนสู่พระนคร  ทรงขึ้นฝั่งที่บ้านท่าเรือจ้าง และเสด็จฯ ตามถนนเข้าตลาดขวาง  ไปท้ายตลาดใหญ่ พระสงฆ์สวดชัยมงคลคาถา  พระวิมลเมธาจารย์อ่านคำถวายพระพรชัยมงคล  มีพระราชดำรัสตอบปลอบขวัญแล้วพระราชทานพระแสงราชศาสตราวุธประจำเมือง  นับเป็นการเสด็จฯ จังหวัดตราด  ครั้งที่ ๑๒  ซึ่งเป็นครั้งสุดท้ายในพระชนม์ชีพ หลังจากนั้นอีก ๓ ปี พระองค์ก็เสด็จสวรรคต
                        ประชาชนชาวตราดจึงน้อมลำลึกถึงพระองค์ท่านที่มีพระเมตตาต่อปวงชนชาวตราด จึงได้ร่วมใจจัดงาน ตามรอยเสด็จพระพุทธเจ้าหลวงที่เกาะช้าง ขึ้นเป็นครั้งที่ ๓ โดยจัดให้มีกิจกรรมทำพิธีตักน้ำศักดิ์สิทธิ์ ณ แหล่งน้ำบนยอดเขาธัชกูฎ (น้ำตกธารมะยมชั้นที่ ๒ หรือ ชั้นที่ สามารถทำได้) โดย  ท่านพระครูเจ้าคณะอำเภอเกาะช้าง และคณะสงฆ์นำมาพักไว้ ณ อุโบสถวักวัชคามคชทวีป  และในเวลาเย็นทำพิธีเจริญพระพุทธมนต์ ในวันที่ ๒๗ ธันวาคม พ.. ๒๕๕๔ จะมีพิธีอัญเชิญน้ำศักดิ์ ด้วยริ้วขบวนเรือมาด นำโดยผู้ว่าราชการจังหวัดตราด นางสาว เบญจวรรณ อ่านเปรื่อง เป็นผู้อัญเชิญน้ำศักดิ์สิทธิ์ นอกจากนี้ยังมีกิจกรรมรับประทาอาหารแบบขันโตก บริเวณลานวัด หน้าเวทีกลาง  การแสดง แสง สี เสียง การแสดง  ของชุมชนและผู้สูงอายุ นิทรรศการตามรอยเสด็จฯ กิจกรรมของชุมชนหรือโรงเรียน และการแข่งขันกีฬาพื้นบ้าน ตั้งแต่เวลา ๐๙.๐๐ – ๒๒.๐๐ น.