ทะเลบัวแดง หนองหานกุมภวาปี
จังหวัดอุดรธานีมีแหล่งน้ำธรรมชาติที่ใหญ่ที่สุด
คือ หนองหาน มีพื้นที่ประมาณ ๒๒,๕๐๐ ไร่ หรือ ๓๖ ตารางกิโลเมตร มีความยาวของคันดินรอบหนองหาน
ยาวถึง ๘๐ กิโลเมตร อยู่ในเขตอำเภอกุมภวาปีเป็นส่วนใหญ่
และบางส่วนอยู่ในเขตอำเภอประจักษ์ศิลปาคม และอำเภอกู่แก้ว
เป็นแหล่งน้ำเพื่อการเกษตร และการอุปโภค
บริโภคของชาวบ้านที่อาศัยอยู่โดยรอบหนองหาน จนได้รับการประกาศให้เป็นพื้นที่ชุ่มน้ำที่สำคัญแห่งหนึ่งของประเทศไทย
ตำนานโบราณเกี่ยวกับหนองหานที่เล่าขานกันมาตั้งแต่โบราณ
กล่าวไว้ว่า
นางไอ่เป็นธิดาของพระราชาเมืองขอม ซึ่งมีสิริโฉมงดงาม เป็นที่หมายปองของเจ้าชายเมืองต่าง
ๆ มีอยู่ปีหนึ่ง เมืองขอมประสบปัญหาฝนแล้ง
เจ้าเมืองขอมจัดการแข่งขันบั้งไฟ และมีการจุดบั้งไฟเพื่อเสี่ยงทายขอฝน
และหากบั้งไฟของใครขึ้นสูงที่สุด จะยอมยกธิดา คือนางไอ่คำ ให้เป็นภรรยา มีเจ้าชายจากนครต่าง ๆ เข้าแข่งขัน
รวมทั้งท้าวผาแดงแห่งเมืองผาโพง ฝ่ายท้าวภังคี โอรสของพญานาค ในนครบาลดาล ทราบข่าว ก็ยกพลพญานาคปลอมตัวเป็นคนเข้ามาเข้าแข่งขันด้วย
บั้งไฟของพญานาคภังคีไม่ชนะ
แต่เมื่อภังคีได้ยลโฉมนางไอ่คำก็ไม่สามารถจะถอนใจรักได้
จึงปลอมตัวเป็นกระรอกเผือกมาในสวนดอกไม้ของนางไอ่คำ ด้วยเคราะห์แต่ชาติปางก่อน
นางไอ่คำเกิดคิดวิปริต ต้องการบริโภคเนื้อกระรอกเผือก
จึงสั่งให้นายพรานตามล่ามาปรุงอาหาร
และนายพรานก็ยิงกระรอกเผือกได้
ก่อนตายได้อธิษฐานว่า
ใครก็ตามที่ได้บริโภคเนื้อของตนจงจมน้ำตายในบาดาล นางไอ่คำได้นำเนื้อกระรอกมาปรุงอาหาร
และแจกจ่ายเนื้อกระรอกไปทั้งเมือง ในคืนนั้นเองเกิดพายุฝนแผ่นดินไหว
น้ำท่วมพัดพาผู้คนลงสู่หนองหานและท้องบาดาล
ท้าวนาคราชบิดาของภังคี โกรธที่โอรสถูกฆ่า
จึงพานาคจากเมืองบาดาลมาอาละวาดถล่มเมืองขอมจนสิ้น ส่วนท้าวผาแดง
เมื่อเห็นเมืองขอมถล่มได้พานางไอ่คำขึ้นม้าควบหนีไปทางทิศเหนือ
หนีน้ำและบรรดาพญานาคที่ตามพ่นไฟไล่หลังมา
วิญญาณแค้นของภังคีได้วนเวียนมาทวงความแค้นกับผาแดงนางไอ่ตลอดมาทุกชาติ ๆ บริเวณที่พวกนาคถล่มจมพื้นบาดาล
ได้กลายเป็นหนองหาน ณ ปัจจุบัน อยู่ในจังหวัดอุดรธานี เป็นต้นลำน้ำปาว มีเกาะต่าง ๆ ที่เหลือจากการล่ม คือ
เกาะเกษ ดอนสวน ดอนเตา ดอนดินจี่ ดอนแอ่น และดอนหลวง มีสถานที่เป็นทางผ่านของผาแดง
นางไอ่ เช่น ห้วยพ่นไฟ ห้วยสามพาด ห้วยน้ำฆ้องห้วยกองสี เป็นต้น
หนองหาน นอกจากจะเป็นแหล่งน้ำธรรมชาติที่อุดมสมบูรณ์ไปด้วยพันธุ์ปลา พันธุ์นก และพืชน้ำ จำนวนมาก
ซึ่งชาวบ้านที่อาศัยอยู่โดยรอบหนองหานได้พึ่งพาเป็นแหล่งอาหารแล้วนั้น ยังมีระบบนิเวศน์ที่เป็นเอกลักษณ์
ซึ่งเป็นที่สนใจของนักวิชาการจากมหาวิทยาลัยทั้งในประเทศและต่างประเทศได้มาศึกษาวิจัยอย่างต่อเนื่อง นอกจากนี้แล้ว
ธรรมชาติของหนองหาน
ยังได้บรรจงสร้างทะเลบัวแดงเพิ่มความงดงามให้แก่หนองหานมากยิ่งขึ้น กล่าวคือ
ในช่วงเดือนตุลาคมถึงเดือนมีนาคมของทุกปี
ดอกบัวแดงในหนองหานซึ่งมีจำนวนมากจะงอกงามโผล่จากน้ำขึ้นมา โดยเริ่มจากเดือนตุลาคมบัวเริ่มแตกใบและเริ่มออกดอกตูมและบานเพิ่มขึ้นเรื่อย
ๆ
บัวจะออกดอกมีปริมาณมากที่สุดในช่วงเดือนธันวาคม –
กุมภาพันธ์ และค่อย ๆ ลดปริมาณลงในเดือนมีนาคม
ดอกบัวจะบานในช่วงเช้าตรู่จนถึงเวลาประมาณ ๑๑.๐๐ น. นักท่องเที่ยวจะมองเห็นดอกบัวแดงบานเต็มท้องน้ำหนองหานสุดลูกหูลูกตางดงามอย่างหาที่เปรียบไม่ได้ จึงเป็นที่มาของคำว่าทะเลบัวแดง
- เรือบริการขนาดเล็ก
นั่งได้ ๒-๓ คน คิดค่าบริการคนละ ๑๐๐ บาท ต่อเที่ยว
- เรือบริการขนาดใหญ่ นั่งได้ ๑๐-๑๒ คน
คิดค่าบริการคนละ ๑๐๐ บาท ต่อเที่ยว หากเป็นหมู่คณะลดราคาพิเศษแต่ไม่ต่ำกว่าลำละ ๕๐๐
บาท ต่อเที่ยว ใช้เวลาล่องเรือไม่เกิน ๑ ชั่วโมง ๓๐
นาที
- ห้วงเวลาที่ดอกบัวแดงบาน คือ เวลา
๐๖.๐๐-๑๑.๐๐ น.
นักท่องเที่ยวสามารถชมธรรมชาติ หนองหานและนกนานาพันธุ์ได้ตลอดวัน มีบริการที่พักโฮมสเตย์
รุ่งเช้าล่องเรือชมดวงอาทิตย์ขึ้นที่หนองหาน สัมผัสทะเลบัวแดงหมื่นไร่พร้อมรับประทานอาหารเช้าบนเรือกับบรรยากาศเย็นสบายๆ หนาวนี้
ขอทราบรายละเอียดและข้อมูลเพิ่มเติมได้ ดังนี้
- ที่ทำการปกครองอำเภอกุมภวาปี โทรศัพท์ ๐-๔๒๓๓-๔๔๔๖
- นายรักเกียรติ ศรีลาวงศ์
ผู้อำนวยการโรงเรียนบ้านเดียม โทรศัพท์
๐๘-๔๗๙๘-๙๐๑๖
- นางขันแก้ว แสนนางชน
ประธานกลุ่มโฮมสเตย์บ้านเดียม
โทรศัพท์ ๐๘-๖๒๒๒-๒๔๘๖
-
นางพวงทอง อุดชาชน ประธานกลุ่มโฮมสเตย์บ้านเชียงแหวโทรศัพท์ ๐๘-๕๔๕๘-๑๐๗๕ ,
๐-๔๒๑๔-๓๐๗๐
- นายไพสิทธิ์ สุขรมย์
ประธานสภาผู้ประสานงานกลุ่มเรือบริการท่องเที่ยว โทรศัพท์ ๐๘๙-๓๙๐๐๘๗๑












