วันพฤหัสบดีที่ 21 มีนาคม พ.ศ. 2556

ตำนานวีรกรรมปราบฮ่อ

เมื่อปี พ.ศ.๒๔๒๐  พวกฮ่อได้ยกกองทัพเข้าตีเมืองเวียงจันทน์ แล้วตั้งกองบัญชาการอยู่ที่เมืองเวียงจันทน์ และตระเตรียมเสบียงอาหารไว้เพื่อโจมตีเมืองรายทางต่างๆ เรื่อยมาจนถึงเมืองหนองคาย ซึ่งขณะนั้นพระปทุมเทวาภิบาล (เคน) เจ้าเมืองหนองคายไม่อยู่ มอบให้ท้าวจันทร์ศรีสุราช รักษาเมืองแทน พอได้รับข่าวศึกก็มิได้ตระเตรียมกองทัพไว้สู้ ทำให้ราษฎร์อพยพครอบครัวหนีออกจากเมืองหนองคาย พวกฮ่อยกกองทัพเข้าเมืองหนองคาย ท้าวศรีสุราชได้พาครอบครัวหนีไปอยู่บ้านสามพร้าว (จังหวัดอุดรธานีปัจจุบัน) พระยาพิสัยสรเดช (หนู) เจ้าเมืองโพนพิสัย พร้อมด้วยกรมการเมืองก็พาราษฎร์หนีออกจากเมืองไปเช่นกัน



       
 เมื่อพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงทราบข่าวข้าศึกฮ่อยกกองทัพเข้ามาตีเมืองหนองคาย จึงทรงมีพระราชโองการให้พระยามหาอำมาตย์ ซึ่งรับมอบหมายให้ไปปราบฮ่อที่เมืองอุบลราชธานีอยู่แล้ว ยกกองทัพมาปราบฮ่อที่เมืองหนองคาย และสั่งให้จับท้าวจันทร์ศรีสุราชกับพระยาพิสัยสรเดชประหารชีวิตเสียทั้งคู่ จากนั้นพระยามหาอำมาตย์ จึงได้เกณฑ์กำลังทหารจากเมืองนครพนม มุกดาหาร เขมราฐ นครราชสีมา ร้อยเอ็ด มาสมทบกันที่เมืองหนองคาย แล้วยกกองทัพออกไปตีพวกจีนฮ่อถึงเมืองเวียงจันทน์ พวกฮ่อพ่ายแพ้พากันหนีเข้าป่าไป เมื่อบ้านเมืองสงบแล้ว พระยามหาอำมาตย์จึงได้กวาดต้อนผู้คนจากเมืองเวียงจันทน์มาไว้ที่เมืองหนองคาย แล้วจึงยกทัพกลับกรุงเทพฯ








        ในปี พ.ศ.๒๔๒๗ พวกฮ่อได้รวบรวมกันได้ก็ยกกองทัพเข้ามาตีเมืองต่างๆ อีก ทำให้ราษฎร์ได้รับความเดือดร้อนอยู่เนืองๆ พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงมีพระราชโองการ ให้มหาดไทยเมืองนครราชสีมา ยกกองทัพไปราบพวกฮ่อจนแตกหนี ไปตั้งอยู่ที่เมืองเชียงขวางและทุ่งเชียงคำ 



        ในปี พ.ศ.๒๔๒๘ พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว มีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ ให้พระยาราชนุกุลและพระยาศรีสุริยราชวรานุวัตร ยกกองทัพขึ้นไปปราบพวกฮ่อที่ทุ่งเชียงคำ เมื่อวันพุทธ ขึ้น ๔ ค่ำ เดือน ๔ เวลาประมาณ ๒ โมงเช้า การรบถึงขั้นตะลุมบอน พวกฮ่อสู้ไม่ได้จึงถอยหนีไป กองทัพไทยยึดค่ายพวกฮ่อได้ พระยาราชนุกุลถูกลูกปีนของข้าศึกแข้งแตกเดินไม่ได้ ในเวลา ๔ โมงเย็นพวกฮ่อรวบรวมกำลังยกมาตีเพื่อยึดค่ายคืนแต่ไม่สำเร็จ กลับถูกกองทัพไทยยกเข้าตีโอบล้อมเอาไว้นาน ๗ วันพวกฮ่อจึงขอเจรจาสงบศึกโดยขอให้ไทยยกกองทัพกลับ แล้วจะมอบสิ่งของในค่ายครึ่งหนึ่ง แต่กองทัพไทยไม่ยอมเพราะไม่ไว้ใจพวกฮ่อ





        เพื่อให้การปราบปรามฮ่อให้ยุติอย่างรวดเร็ว จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้กรมหลวงประจักษ์ศิลปาคม คุมกองทัพขึ้นไปสมทบ กรมหลวงประจักษ์ศิลปาคม จึงดำรัสให้พระอรมวิสัยสรเดช (โต บุนนาค) ม.ร.ว.วรุณ พระยาสุริยเดช พระราชวรินทร์ และพระเจริญราชอาณาเขต ยกกองทัพไปสมทบ กองทัพไทยได้ยิงปืนใหญ่เข้าไปในค่ายของพวกฮ่อ จนกองทัพฮ่อแตกหนีไปกองทัพไทยจึงยกทัพกลับเมืองหนองคาย เมือเหตุการณ์ต่างๆ สงบลง กรมหลวงประจักษ์ศิลปาคม จึงโปรดให้สร้างอนุเสาวรีย์ปราบฮ่อขึ้นที่เมืองหนองคาย เพื่อบรรจุอัฐิทหารจากกรมต่างๆ ที่เสียชีวิตเพื่อชาติในครั้งนั้นดังนี้
    ๑. กรมทหารอาสาวิเศษ    ๒. กรมแปดเหล่า   ๓. กรมฝรั่งแม่นปืน      ๔. กรมทหารมาลา
    ๕. กรมสัสดี                   ๖. กรมเรือต้น       ๗. กรมทหารมหาดเล็ก ๘. กรมการหัวเมือง
        ในปี พ.ศ.๒๔๙๒ จังหวัดหนองคายได้รับงบประมาณการบูรณะปฏิสังขรณ์ อนุสาวรีย์ปราบฮ่อ เพื่อให้เป็นอนุสรณ์ของวีรบุรุษผู้กล้าหาญของแผ่นดินและประเทศชาติอันเหมาะสม คณะกรรมการจังหวัดหนองคาย จึงได้ย้ายสถานที่ก่อสร้างอนุสาวรีย์ปราบฮ่อมาสร้างใหม่อย่างโดเด่น เป็นสง่า ณ บริเวณสามแยกทางเข้าเมืองหนองคาย ด้านหลังศาลากลางจังหวัด (หลังเดิม)จนมาถึงปัจจุบัน 












          ปัจจุบันจังหวัดหนองคายจะกระทำพิธีบวงสรวงดวงวิญญาณ ของนักรบไทยที่เสียสละชีวิตในการปราบฮ่อ พร้อมกับมีการแสดงมหรสพเฉลิมฉลองสมโภชตลอด ๕ วัน ๕ คืน ณ บริเวณอนุสาวรีย์ปราบฮ่อระหว่างวันที่ ๕ - ๑๐ มีนาคม ของทุกปี
ขอบคุณข้อมูลจากเทศบาลตำบลปากคาด

วันเสาร์ที่ 26 มกราคม พ.ศ. 2556

อุดรธานีครบรอบ 120 ปี


งานวันคล้ายวันสถาปนาการก่อตั้งเมืองอุดรธานี ครบรอบ 120 ปี



    ในวันที่ 18 มกราคม ของทุกปี จังหวัดอุดรธานี จะประกอบพิธีวันที่ระลึกการตั้งเมืองอุดรธานีครบ 120 ปี ที่บริเวณพระอนุสาวรีย์ พลตรีพระเจ้าบรมวงศ์เธอกรมหลวงประจักษ์ศิลปาคม โดยการทำบุญตักบาตรพระสงฆ์ ถวายพานพุ่มดอกไม้สักการะพระอนุสาวรีย์ พลตรีพระเจ้าบรมวงศ์เธอ  กรมหลวงประจักษ์ศิลปาคม ผู้สร้างเมืองอุดรธานี  เพื่อเป็นก่ารน้อมรำลึกถึงพระเกียรติคุณที่ก่อตั้งเมืองอุดรธานี และประกอบพิธีสู่ขวัญบ้านสู่ขวัญเมือง เพื่อความเป็นสิริมงคลของประชาชนชาวจังหวัดอุดรธานี และที่จะดูยิ่ใหญ่ที่สุดก็คือ การที่ประชาชนชาวจังหวัดอุดรธานีจะเดินทางมารวมกันในพิธีนี้ และจะพร้อมใจกันการรำถวายให้กับพระองค์ท่าน ซึ่งในปีนี้มีผู้รำ รำถวายถึีง 5,000 คน เฉพาะที่ตัวเมืองเท่านั้น ในแต่ละอำเภอของจังหวัดอุดรธานีก็จัดกิจนี้เช่นเดียวกัน อย่างไรในปีหน้าท่านอย่าพลาดโอกาสมาชมนะครับ