พระธาตุเจดีย์ประจำปีนักษัตร
การนำเรื่องพระธาตุเจดีย์ประจำปีนักษัตรมาเขียนเพื่อดำรงไว้ซึ่งความเชื่อด้านพุทธศาสนา สำหรับความเชื่อเรื่องพระธาตุเจดีย์ประจำปีเกิดนั้น มิใช่ข้อวัตรปฏิบัติ หรือมีจารึกในหลักธรรมคำสอนทางพระพุทธศาสนา แต่เป็นคติความเชื่อดั้งเดิมที่สืบทอดต่อกันมาของชาวล้านนา ดังมีบันทึกอยู่ในตำราพื้นเมืองโบราณ สรุปความได้ว่า ก่อนที่วิญญาณจะมาปฏิสนธิในครรภ์ของผู้เป็นมารดานั้น วิญญาณจะลงมา ชุธาตุ ซึ่งหมายถึงดวงวิญญาณจะลงมาพักอยู่ที่เจดีย์แห่งใดแห่งหนึ่ง โดยมี “ตั๋วเปิ้ง” (เป็นภาษาเหนือ คือ สัตว์ประจำนักษัตร) พามาพักไว้ และเมื่อได้เวลา ดวงวิญญาณก็จะเคลื่อนจากพระเจดีย์ ไปสถิตอยู่บนกระหม่อมของผู้เป็นบิดาเป็นเวลา 7 วัน ก่อนที่จะเคลื่อนเข้าสู่ครรภ์ของมารดา เมื่อผู้นั้นเสียชีวิตลง ดวงวิญญาณก็จะกลับไปพักอยู่ที่เจดีย์ที่มาสถิตในครั้งแรกตอนก่อนมาเกิดตามเดิม ดังนั้น บุคคลซึ่งเกิดในปีนักษัตรใดก็ตาม สมควรที่จะหาโอกาสไปกราบไหว้พระธาตุประจำปีเกิดของตนให้ได้อย่างน้อยครั้งหนึ่งในชีวิต ตามคติเดิม ซึ่งเชื่อกันว่าเป็นมงคลแก่ชีวิต มีอานิสงส์สูง และจะทำให้มีอายุยืนนาน รวมถึงเชื่อว่าหากสิ้นชีพไป ดวงวิญญาณจะได้กลับไปยังพระธาตุองค์นั้น ไม่ต้องเร่ร่อนไปในทุคคติภพอื่นๆ และเมื่อพิจารณาถึงความเชื่อเรื่องนี้แล้ว ถือได้ว่าเป็นความชาญฉลาดของบรรพชนชาวล้านนา ที่สอนให้ลูกหลานมีความเคารพในพระรัตนตรัย อีกประการหนึ่ง เหตุที่ให้นับถือพระเจดีย์องค์ใดองค์หนึ่งเป็นพิเศษอาจเป็นไปได้ว่า การเดินทางไปสักการะพระเจดีย์แต่ละองค์ในสมัยโบราณนั้น ถือเป็นเรื่องอันยิ่งใหญ่ เนื่องจากเป็นการเดินทางที่ยากลำบาก จำเป็นต้องใช้ความวิริยะและอุตสาหะอย่างสูง ทำให้การได้ไปกราบไหว้พระธาตุเจดีย์แม้เพียงองค์ใดองค์หนึ่ง ย่อมก่อให้เกิดความชื่นอกชื่นใจ ก่อให้เกิดความปีติสุข และความอิ่มอกอิ่มใจเอ่อท้น ประทับติดตรึงตราอยู่ภายในใจ แก่สาธุชนผู้มีความมุ่งมั่นในการเดินทางไปกราบไหว้ และเมื่อใดก็ตามที่ร่างกายถึงกาลแตกดับไปตามธรรมชาติ จิตก่อนตายจะไขว่คว้าหาบุญกุศลที่เคยทำมา ซึ่งจะเป็นเหตุแห่งปัจจัย อันจะนำไปสู่สุคติภพได้ สำหรับพระธาตุเจดีย์ประจำปีนักษัตร ล้านนา มีดังนี้
1. คนเกิดปีใจ้ หรือ ปีชวด นักษัตรหนู ธาตุน้ำ คือ พระธาตุศรีจอมทอง อ.จอมทอง จ.เชียงใหม่ เป็นพระธาตุที่มีอายุกว่า 500 ปี มีความพิเศษคือเป็นพระบรมธาตุที่ไม่ได้ฝังอยู่ใต้ดิน แต่ประดิษฐานอยู่ในกู่ในวิหาร
ประดิษฐาน พระทักษิณโมลีธาตุ หรือกระดูกกระหม่อมเบื้องขวา รวม 5 องค์
คำบูชาพระธาตุ
นะโมพุทธายะ นะมามิ ติโลกะโมลี โลหะกูเฏ ปะติฏฐิตัง ปูชิตัง สัพพะโลเกหิ กิตฺติมันตัง มะโนหะลัง อะหังวันทามิ สัพพะทาฯ อังคะวะหะเย ปุเรระมะเน โกวิลา ลัคฺคะปัพพะตา สะหิเหมะคูหา คัพฺเภ ทักขิณะโมลี ธาตุโย อะหังวันทามิ สัพพะทา
2. คนเกิดปีเป้า หรือ ปีฉลู นักษัตรวัว ธาตุดิน คือ พระธาตุลำปางหลวง อ.เกาะคา จ.ลำปาง มีความเก่าแก่มาตั้งแต่สมัยพระนางจามเทวีแห่งเมืองหริภุญชัย
ประดิษฐาน พระเกศาธาตุ พระธาตุส่วนพระนลาฏ (หน้าผาก) และพระศอ (ลำคอ)
คำบูชาพระธาตุ
ยาปาตุภูตา อะตุลานุภาวาจีรัง ปะติฏฐาสัมภะ กัปปะปุเร เทเวนะคุตตา อุตตะราภิทัย ยานะมามิหันตัง วะระชินะธาตุง
3. คนเกิดปียี หรือ ปีขาล นักษัตรเสือ ธาตุไม้ คือ พระธาตุช่อแฮ อ.เมือง จ.แพร่ สร้างขึ้นมาตั้งแต่สมัยพระมหาธรรมราชา (พระยาลิไท) เมื่อครั้งสมัยที่ยังทรงเป็นพระมหาอุปราชาครองเมืองศรีสัชชนาลัย
ประดิษฐาน พระเกศาธาตุ และ พระบรมธาตุข้อศอกข้างซ้าย
คำบูชาพระธาตุ
โกเสยัง ธะชัคคะ ปัพพะเต พุทธะธาตุ ปะติฏฐิตัง ปะสันเนนะ อะหังวันทามิ สัพพะทา อะหังวันทามิ ธาตุโย อะหังวันทามิ สัพพะโส
4. คนเกิดปีเหม้า หรือ ปีเถาะ นักษัตรกระต่าย ธาตุน้ำ คือ พระธาตุแช่แห้ง อ.ภูเพียง จ.น่าน สร้างในสมัยพระยาการเมืองเจ้าผู้ครองนครน่าน ในครั้งก่อนทรงให้ทำอุโมงค์เพื่อประดิษฐานพระบรมธาตุก่อน แล้วก่อพระเจดีย์ทับอย่างที่เห็นในปัจจุบัน
ประดิษฐาน พระเกศาธาตุ และ พระบรมธาตุข้อพระหัตถ์ข้างซ้าย
คำบูชาพระธาตุ
ปายาตุภูตา อะตุรานุภาวะจีรัง ปะติฏฐิตา นันทะกัปปัฏฐานะปุระ เทเวนะคุตตา วะระพุทธาตุจิรัง อะหังวันทามิ ตังชินะธาตุง เสตะฐานะ อะหังวันทามิ ทูระโต
5. คนเกิดปีสี หรือ ปีมะโรง นักษัตรพญานาค ธาตุดิน คือ พระเจดีย์วัดพระสิงห์ อ.เมือง จ.เชียงใหม่ สร้างขึ้นในปีพุทธศักราช 1888 สมัยพระเจ้าผายู เจ้าผู้ครองนครชียงใหม่ ต่อมามีการบูรณะให้สูงใหญ่ขึ้นในสมัยครูบาศรีวิชัย
ประดิษฐาน พระบรมสารีริกธาตุที่พระสมุนเถระนำมาจากลังกาทวีป และมีการอัญเชิญพระพุทธสิหิงค์จากลังกามาไว้ด้วยกัน บางตำรากล่าวว่าองค์พระพุทธสิหิงค์ คือ พระเจดีย์ประจำปีมะโรง แต่อย่างไร ทั้งองค์พระพุทธสิหิงค์ และพระเจดีย์วัดพระสิงห์ ต่างก็ประดิษฐานอยู่ที่วัดเดียวกัน
คำบูชาพระธาตุ
อิติปะวะระสิหิงโต อุตตมะยะโสปิ เตโช ยัตถะ กัตถะ จิตโตโส สักกาโร อุปาโท สะกาละพุทธะ สาสะธัง โชตะยันโตวะ ทีโป สุระนะเรหิ มะหิโต ธะระมาโนยะ พุทโธติ
6. คนเกิดปีใส้ หรือ ปีมะเส็ง นักษัตรงูเล็ก ธาตุน้ำ คือโพธิบัลลังก์ วิหารมหาโพธิ์เจดีย์ รัฐพิหาร พุทธคยา ประเทศอินเดีย หรือ ที่วัดโพธารามมหาวิหาร ที่วัดเจ็ดยอด จ.เชียงใหม่ สร้างขึ้นในสมัยพระเจ้าติโลก ราชาองค์ที่ 11 แห่งราชวงศ์เม็งรายโดยจำลองแบบมาจากเจดีย์พุทธคยา แต่มีขนาดเล็กกว่าของจริง นอกจากนั้นพระองค์ยังทรงปลูกต้นศรีมหาโพธิ์ที่นำหน่อจากลังกามาปลูกในบริเวณวัดด้วยเช่นกัน
ประดิษฐาน พระแท่นวัชรอาสน์ หรือ โพธิบัลลังก์ใต้ต้นพระศรีมหาโพธิ์ ในตำราล่าสุดที่พบที่วัดพระบรมธาตุ ให้ไหว้พระเจดีย์ศรีมหาโพธิ์ เพราะต้นพระศรีมหาโพธิ์ ไม่ใช่เจดีย์ แต่ทั้งนี้ก็มีการอนุโลมให้สามารถที่จะนับรวมต้นพระศรีมหาโพธิ์ก็ได้เช่นกัน หรือจะไหว้ ต้นพระศรีมหาโพธิ์ที่เอาหน่อมาปลูกในประเทศไทยซึ่งมีอยู่หลายวัดก็ใช้ได้หากไม่สามารถไปได้
คำบูชาพระธาตุ
ปฐมัง โพธิปัลลังกัง ทุติยัง อนิมมิสสะกัง ตะติยัง จังกะมะเสฏฐัง จตุตถัง ระตะนะฆะรังปัณจะมัง อะชะปาละนิโครธังฉัฏฐัง ราชายะตะนัง สัตตะมัง มุจจะลินทัง อะหัง วันทามิ ทูระโต
7. คนเกิดปีสะง้า หรือ ปีมะเมีย นักษัตรม้า ธาตุไฟ คือ พระธาตุเจดีย์ชเวดากอง กรุงย่างกุ้ง ประเทศพม่า เนื่องจากพระธาตุเจดีย์ชเวดากอง (พระเกศธาตุเมืองตะโก้ง) อยู่ไกล นอกอาณาจักรประเทศไทย จึงอนุโลมเป็นพระเจดีย์ที่มีลักษณะใกล้เคียง ได้แก่ พระธาตุเจดีย์ชเวดากอง วัดพระบรมธาตุ จ.ตาก แทนได้ สร้างโดยพระครูพิทักษ์บรมเกตุ (ทองอยู่) เจ้าอาวาส
ประดิษฐาน พระบรมสารีริกธาตุ และพระเกศาธาตุขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า
คำบูชาพระธาตุ
พุทโธพุทธะ หัตถะฏะฐิ พุทธะเจติยะ คันธะวะรัง สะวาตะถิยัง อะหังวันทามิ สัพพะทา
8. คนเกิดปีเม็ด หรือ ปีมะแม นักษัตรแพะ ธาตุดิน คือ พระธาตุดอยสุเทพ อ.เมือง จ.เชียงใหม่ สร้างขึ้นในสมัยพระเจ้ากือนาเมื่อปี พ.ศ.1962 เป็นเจดีย์แบบเชียงแสนผสมลังกา
ประดิษฐาน พระบรมสารีริกธาตุส่วนพระเศียรที่อัญเชิญมาจากสุโขทัย ซึ่งองค์พระบรมสารีริกธาตุที่อัญเชิญมา ได้กระทำปาฏิหาริย์ แบ่งเพิ่มจาก 1 องค์ เป็น 2 องค์ ต่อหน้าพระพักตร์พระเจ้ากือนา พระบรมสารีริกธาตุองค์ที่แสดงปาฏิหาริย์แบ่งเพิ่มนั้นได้อัญเชิญไปประดิษฐาน ณ พระเจดีย์วัดสวนดอก ส่วนองค์เดิมได้อัญเชิญมาประดิษฐานไว้ที่ พระธาตุดอยสุเทพ นอกจากนี้ยังมีความเชื่อว่าหากบูชาพระธาตุดอยสุเทพจนครบ 4 ทิศแล้วจะทำให้มีสติปัญญาดีเลิศ
คำบูชาพระธาตุ
สุวัณณะเจติยัง เก สะวะระมัตถะลุงคัง วิรัญญะธาตุง สุเทวะนามะกัง นะระเทเวหิ สัพพะปูชิตัง อะหังวันทามิ สัพพะทา
9. คนเกิดปีสัน หรือ ปีวอก นักษัตรลิง ธาตุดิน คือ พระธาตุพนม อ.ธาตุพนม จ.นครพนม สร้างขึ้นในสมัยอาณาจักรศรีโคตรบูรณ์รุ่งเรือง เป็นต้นแบบของเจดีย์ในภาคอีสาน พระ ธาตุพนมเป็นพระธาตุเจดีย์ประจำปีเกิดเพียงองค์เดียว ที่ประดิษฐานอยู่ในภาคอีสานของไทย และถือเป็นพระธาตุเจดีย์ประจำคนเกิดวันอาทิตย์อีกด้วย
ประดิษฐาน พระบรมสารีริกธาตุ 8 พระองค์ซึ่งเป็น พระอุรังคธาตุ (กระดูกส่วนหน้าอก)
คำบูชาพระธาตุ
ปันนะศิริสะมิง ปัพพะเต อุตะมังธาตุ เหทะยัง วะละจิตตัง เสฐะวะรัง อะหังวันทามิ สัพพะทา
10. คนเกิดปีเร้า หรือ ปีระกา นักษัตรไก่ ธาตุเหล็ก คือ พระธาตุหริภุญชัย อ.เมือง จ.ลำพูน สร้างขึ้นในสมัยพระเจ้าอทิตยราชแห่งราชวงศ์จามเทวี
ประดิษฐาน พระบรมธาตุส่วนธารพระดมลีหรือท้ายทอย และพระองคุลีหรือนิ้ว และพระธาตุส่วนย่อยทั้งหมด 112 องค์ ซึ่งพระกัจจายานะเป็นผู้รวบรวมไว้ เต็มบาตรหนึ่ง
คำบูชาพระธาตุ
สุวัณณะเจติยัง หะริภุญชะยัฐฐังวะระ โมลีธาตุรัง อุฬเสฏฐัง สะหะอังคุละผัฏฐัง กัจจายะโน นามิตปัตตะ ปุรังสิเนนะ เมยหัง ปะนะนามิธาตุง สิระสา นะมามิ อะหังวันทามิ ทูระโต
11. คนเกิดปีเส็ด หรือ ปีจอ นักษัตรหมา ธาตุดิน คือ พระเกศแก้วจุฬามณีเจดีย์ อยู่บนสวรรค์ชั้นดาวดึงส์ เพื่อเก็บเส้นพระเกศาที่พระพุทธองค์ตัดตอนเสด็จออกผนวช ซึ่งเป็นการยากที่คนธรรมดาสามัญจะได้กราบไหว้ ดังนั้นจึงได้อนุโลมให้พระเจดีย์ที่มีชื่อพ้องกัน คือ พระธาตุอินทร์แขวน ประเทศพม่า หรือพระเจดีย์ วัดเกตการาม อ.เมือง จ.เชียงใหม่ เพราะได้สร้างจำลองพระเกตุแก้วจุฬามณีมา
ประดิษฐาน พระจุฬาโมลี(มวยผม) และพระบรมธาตุเขี้ยวแก้วเบื้องขวาบน
คำบูชาพระธาตุ
ตาวะติงสาปุเร รัมเม เกสา จุฬามณี สรีระปัพพะตา ปูชิตา สัพพะเทวานังตัง สิระสา ธาตุ มุตตะมังอะหัง วันทามิ สัพพะทา
12. คนเกิดปีใค้ หรือ ปีกุน นักษัตรช้าง ธาตุน้ำ คือ พระธาตุดอยตุง อ.แม่ฟ้าหลวง จ.เชียงราย เป็นพระธาตุเจดีย์สีทอง 2 องค์ องค์แรกสร้างในสมัยพระเจ้าอชุตราช ผู้ครองนครโยนกนาคพันธ์ เพื่อบรรจุพระบรมสารีริกธาตุพระรากขวัญ(กระดูกไหปลาร้า) เบื้องซ้าย ต่อมาพระมหาวชิรโพธิเถระได้นำพระบรมสารีริกธาตุ 50 องค์มาถวายพญามังราย พระองค์จึงโปรดให้สร้างเจดีย์อีกองค์ใกล้กับเจดีย์องค์เดิม บางตำรากล่าวต่างไปว่า พระธาตุดอยตุง เป็นพระธาตุประจำคนเกิดปีกุนข้างขึ้น สำหรับคนเกิดข้างแรมนั้น พระธาตุประจำปีเกิด คือ พระธาตุดอยกองมู จ.แม่ฮ่องสอน
ประดิษฐาน พระรากขวัญ(กระดูกไหปลาร้า) เบื้องซ้าย และพระบรมธาตุสารีริกธาตุ 50 องค์คำบูชาพระธาตุ
อิมัสสะมิง ภัทกะกัปเป จะตุพุทธา พุชูฌะติตะวา กะกุสะนูระ โกนาคะมะนะ กัสสะปะ โคตะมะราชะคะเห จะระติปิณะฑายะ มิถิลายะนะคะเรสิ จะรัตติ ปิณะฑายะ อะตะตีตา พุทธาเน อิมัสะมิง ปัพพะตาคิริ ปะทะกังนะสิทิตะวา เมตเตยยะ อะนาคะเต จะระติปิณะฑายะ ราชะคะเห อิมัสะมิง ฐาเนนะสิทิสิริ สุภปะวะรังมะคะโล ตะโมลากะถามุนิราชะ สาตะระนะมามิหันตัง วะระชินะธาตุง อะหังวันทามิ สัพพะทานะตัง วะชิระธาตุโย อะระหังวันทามิ สัพพะทา
แต่ทั้งนี้ ตามตำราโบราณได้บอกไว้ว่า การไปไหว้ชุธาตุ หรือพระธาตุประจำปีเกิดนั้น ถ้าไปด้วยตัวเองยังไม่ได้ ด้วยเหตุผลใดก็ตามสามารถตั้งจิตอธิษฐานถึงองค์พระธาตุ หรือจะไหว้รูปภาพแทนก็ได้เหมือนกัน ดังจะเห็นได้จากบ้านคนล้านนาโบราณจะมีภาพเขียนรูปพระธาตุและตัวสัตว์ประจำปีนักษัตรวาดไว้บนแผ่นกระจกเพื่อกราบไหว้บูชาแทน
สำหรับข้อห้ามในการบูชาพระธาตุ ไม่ควรนำรูปปั้นสัตว์ประจำปีเกิดไปบูชาองค์พระธาตุ เพระไม่ใช่หลักธรรมคำสั่งสอน และห้ามไม่ให้ผู้หญิงขึ้นไปบริเวณรอบพระธาตุเนื่องจากสมัยโบราณมักจะบรรจุพระบรมสารีริกธาตุไว้ที่ฐานเจดีย์
การนมัสการพระธาตุ ต้องชำระล้างร่างกายให้สะอาด ทำจิตใจให้ผ่องใส เตรียมดอกไม้ธูปเทียน และเครื่องหอมเพื่อสักการะพระบรมธาตุ จากนั้นจุดธูปเทียน ตั้งสมาธิ กราบ 3 ครั้ง ตั้งนะโม 3 จบ แล้วจึงกล่าวคำบูชาพระธาตุ หากเดินเวียนเทียนรอบพระธาตุต้องเดินเวียนขวา หันหน้าเข้าหาองค์พระธาตุเป็นจำนวน 3 รอบ
รวบรวมข้อมูลโดย. นายเกียรติพงษ์ คชวงษ์
ผช. ผู้อำนวยการกองตลาดภาคเหนือ
การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย